รวม 10 ขั้นตอนการพิมพ์งานพิมพ์ภาพ ฉบับมือใหม่ เริ่มสั่งพิมพ์

 

การทำงานพิมพ์ให้งานออกมาสวยงามตรงตามความต้องการ ในทุก ๆ ขั้นตอนของการทำงานพิมพ์ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การเลือกสี เลือกฟอนต์ การเลือกรูป รวมไปถึงขั้นตอนการเตรียมไฟล์งานก่อนส่งโรงพิมพ์ ซึ่งการเตรียมไฟล์งานอย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยลดขั้นตอนในการตรวจเช็คไฟล์งานแล้ว ยังช่วยลดปัญหาความผิดพลาดต่าง ๆ รวมไปถึงยังทำให้การพิมพ์งานได้คุณภาพที่ดี สีสวยคมชัดตามแบบที่ต้องการ และได้งานรวดเร็วขึ้นอีกด้วย ดังนั้น ในบทความนี้เราก็ได้รวม 10 ขั้นตอนการพิมพ์งานพิมพ์ภาพ ฉบับมือใหม่ เริ่มสั่งพิมพ์ เพื่อให้ได้งานที่ถูกต้อง รวดเร็ว มาฝากกันค่ะ

1. ความละเอียดของภาพ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าภาพไม่มีความละเอียด เมื่อนำไปพิมพ์ก็จะทำให้ภาพแตก หรือเกิดเป็นรอยหยักที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยมาตรฐานทั่วไปที่ใช้วัดความคมของภาพถ่ายก็คือค่า dpi หรือค่าที่แสดงถึงจำนวนจุดในพื้นที่ ตารางนิ้วบนภาพ ซึ่งภาพที่เราถ่ายออกมานั้นก็จะต้องมีความละเอียดต่าง ๆ มากกว่า 300 dpi ขึ้นไป นอกเหนือจากความละเอียดของภาพแล้วนั้น ภาพถ่ายนั้น ๆ ต้องมีขนาดที่ใหญ่พอที่จะนำไปพิมพ์กระดาษที่เราต้องการด้วย เพราะถ้าภาพของเราเล็กเกินไป แล้วเราไปพิมพ์กระดาษที่มีขนาดใหญ่ ก็อาจจะทำให้ภาพของเราไม่มีความคมชัดตามที่เราต้องการได้

2. รูปแบบของไฟล์ภาพ ในส่วนของการบันทึกภาพก็ต้องเลือกไฟล์ให้เหมาะสม อย่างในกรณีที่คุณมีภาพความละเอียดสูง คุณจำเป็นต้องบันทึกภาพให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม โดยบันทึกเป็นไฟล์ TIFF หรือ JPEG แต่เนื่องจากไฟล์ภาพแบบ JPEG นั้นจะมีการบีบอัดสูง ดังนั้น ถ้าคุณต้องการพิมพ์ภาพโดยให้มีคุณภาพสูงจริง ๆ ก็ควรให้เป็นไฟล์ภาพแบบ TIFF แม้ว่าไฟล์ภาพชนิดนี้จะมีขนาดที่ใหญ่กว่ามากก็ตาม แต่ภาพที่เราได้ไปนั้น ไม่ว่าจะเอาไปทำอะไร ก็จะได้ภาพที่คมชัด และสวยงาม

3. ปรับแต่งคุณภาพของภาพ ก่อนที่คุณจะนำภาพถ่ายมาพิมพ์ลงกระดาษ คุณควรนำภาพนั้นมาตรวจสอบหรือทำการปรับแต่งด้วยโปรแกรมปรับแต่งภาพก่อน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ภาพถ่ายมีความคมชัด มีความถูกต้องสี และแสงมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การลดจุดรบกวนสีในภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลก็เป็นการปรับปรุงคุณภาพของภาพที่จะนำมาพิมพ์ด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นการนำฟิลเตอร์ลักษณะต่าง ๆ มาใช้กับภาพก็จะยิ่งทำให้ภาพมีคุณภาพ และมีความสวยงามมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

4. ไดรเวอร์เครื่องพิมพ์ตัวใหม่อยู่ตลอด ในการพิมพ์ภาพ เครื่องพิมพ์ของคุณควรใช้ไดรเวอร์ที่เป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด เนื่องจากภายในไดรเวอร์เวอร์ชันใหม่ ๆ ก็มักจะมีค่ากำหนดบางอย่างสำหรับการพิมพ์เพิ่มเข้ามาด้วย โดยเฉพาะฟังก์ชันการปรับแต่งภาพ และการเลือกใช้ระบบสีที่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ภาพที่เครื่องพิมพ์ พิมพ์ออกมามีคุณภาพ และมีความสวยงามอีกด้วย

5. ความละเอียดในการพิมพ์ภาพ การจะพิมพ์ภาพต่าง ๆ ให้มีคุณภาพที่สูงที่สุด เราควรที่จะกำหนดการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ให้มีความละเอียดสูงที่สุดเท่าที่เครื่องพิมพ์จะทำได้ ซึ่งจะทำให้ภาพของเราที่ออกมานั้นมีความละเอียดที่ดีนั่นเอง แต่ทั้งนี้การพิมพ์ เพื่อให้มีความละเอียดสูงที่สุดในบางครั้งก็จะต้องดูกระดาษที่เราปริ้นด้วย เพราะถ้ากระดาษของเราไม่ดีต่อให้เราพิมพ์ละเอียดแค่ไหน ก็ไม่สามารถที่จะออกมาสวยงามได้ ดังนั้น การเลือกกระดาษก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้งานพิมพ์ของเราออกมาดี และมีคุณภาพ

6. เลือกใช้หมึกพิมพ์เฉพาะ ควรที่จะเลือกให้เป็นของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเราเลือกไม่ดีนั้นก็จะทำให้คุณภาพของการพิมพ์ภาพต่าง ๆ ออกมาไม่ตรงตามความต้องการของเรา และอาจจะทำให้สีมีความผิดเพี้ยน ซึ่งในกรณีที่คุณต้องการพิมพ์ภาพให้ได้คุณภาพก็ควรเลือกใช้เฉพาะหมึกที่ออกแบบไว้สำหรับพิมพ์ภาพถ่ายจริง ๆ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลือกใช้เฉพาะหมึกพิมพ์ที่ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์แนะนำให้ใช้เท่านั้น

7. เลือกกระดาษที่เหมาะกับงานพิมพ์ เนื่องจากกระดาษแต่ละชนิดนั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้น คุณจึงต้องเลือกกระดาษให้เหมาะกับงานพิมพ์ และเลือกซื้อกระดาษที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน นอกจากนี้คุณก็ควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำตามกระดาษพิมพ์ภาพถ่ายชนิดต่าง ๆ เพราะกระดาษพิมพ์ภาพถ่ายของผู้ผลิตต่างถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี และมีความเข้ากันได้ดีกับหมึกที่ใช้กับเครื่องพิมพ์นั้นๆ มากที่สุด ซึ่งจะให้ผลที่ดีในเรื่องคุณภาพของภาพที่ได้ และยังให้ผลที่ดีในเรื่องความทนทานของภาพ และการเก็บรักษาอีกด้วย

8. ตั้งค่าชนิดของกระดาษ จะสามารถทำให้การพิมพ์ภาพของเราออกมาได้ตรงกับความต้องการได้ ดังนั้น คุณจึงต้องกำหนดค่าการพิมพ์ และระบุการใช้กระดาษให้เป็นกระดาษพิมพ์ภาพถ่ายด้วย หรือถ้าเป็นกระดาษสำหรับพิมพ์ภาพถ่ายชนิดอื่นก็กำหนดให้ตรงกันด้วย เพื่อให้เครื่องพิมพ์สามารถควบคุมปริมาณของหมึกที่จะพ่นลงมาบนกระดาษที่ใช้พิมพ์ภาพได้อย่างเหมาะสม และจะทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดอีกด้วย

9. ทำความสะอาด และปรับหัวพิมพ์ การใช้เครื่องพิมพ์ไปนาน ๆ จะต้องมีการดูแลรักษาเครื่องพิมพ์ให้มีคุณภาพอยู่ในลักษณะที่สมบูรณ์ และสามารถที่จะพิมพ์ได้อยู่เหมือนเดิม โดยเฉพาะการปรับค่าระยะหัวพิมพ์ให้มีความเหมาะสม และการทำความสะอาดหัวพิมพ์ ซึ่งควรที่จะทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการดูแลรักษาเครื่องพิมพ์ และให้การพิมพ์ของเครื่องเกิดประโยชน์มากที่สุด

10. รอเวลาให้น้ำหมึกแห้ง หลังจากที่พิมพ์ออกมาเป็นภาพได้แล้ว อย่าสัมผัสหรือจับที่ภาพในบริเวณที่มีหมึกพิมพ์หรือนำไปใส่กรอบกระจกในทันที เนื่องจากลายนิ้วมือและรอยคราบอื่น ๆ อาจจะติดไปที่ภาพ หรือจนจะทำให้ภาพเปื้อนเลอะเทอะจนเกิดการเสียหายได้ ดังนั้น คุณควรรอให้หมึกแห้งสนิทจริง ๆ ก่อนด้วยการปล่อยทิ้งไว้อย่างน้อย 18 ชั่วโมง เพื่อที่ภาพของเรานั้นจะได้ไม่เกิดความเสียหาย

สรุป

การเตรียมตัวก่อนสั่งงานพิมพ์เป็นขั้นตอนที่สำคัญในงานพิมพ์มาก เพราะจะทำให้งานสวยงามตรงตามความต้องการที่สุด ซึ่งการตรวจสอบไฟล์งานให้ละเอียด ครบถ้วน และการเตรียมไฟล์งานอย่างถูกต้อง จะสามารถช่วยลดขั้นตอนให้การทำงาน และช่วยให้งานเสร็จเร็วมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ และยังไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมงานอย่างไรก่อนสั่งงานพิมพ์ ก็สามารถดูทั้ง 10 ขั้นตอนการพิมพ์งานพิมพ์ภาพ ด้านบนนี้ได้เลยค่ะ รับรองว่าทำตามครบทุกขั้นตอนงานพิมพ์ออกมาสวยแน่นอนค่ะ

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากทำงานพิมพ์ต่าง ๆ บริษัทของเรา ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบ และผลิตงานพิมพ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นามบัตร โปสเตอร์ การ์ดต่าง ๆ เมนูอาหาร เมนูเครื่องดื่ม นิตยสาร แค็ตตาล็อก โฟโต้บุ๊ค กล่องบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint

Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

การพิมพ์ Digital Printing กับ Offset Printing คืองานพิมพ์แบบใด?

การพิมพ์ Digital Printing และการพิมพ์ Offset Printing เป็นประเภทระบบการพิมพ์งานพิมพ์ที่มีคุณภาพที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน และมีมาตรฐานด้านงานพิมพ์สีที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ก็ยังมีความแตกต่างบ้างเล็กน้อย ซึ่งการที่ทั้ง 2 ประเภทการพิมพ์ มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน ทำให้เวลาเลือกต้องตัดสินใจว่าจะเลือกงานพิมพ์ระบบไหนดี ถึงจะคุ้มค่าที่สุดกับงานพิมพ์ที่คุณต้องการ อาจจะเป็นเรื่องยากได้ ดังนั้น ในบทความนี้เราก็จะพาไปทำความรู้จักกับการพิมพ์ Digital Printing และ Offset Printing ว่าแต่ละประเภทเหมาะกับงานพิมพ์แบบใด และมีข้อดีอะไรบ้าง เพื่อให้คุณได้เลือกการพิมพ์ที่เหมาะกับงานพิมพ์ของคุณที่สุดค่ะ

การพิมพ์ Digital Printing

การพิมพ์ดิจิตอล (Digital Printing) เป็นการพิมพ์ที่ใช้การต่อพ่วงเครื่องพิมพ์กับคอมพิวเตอร์ โดยเครื่องพิมพ์จะรับข้อมูลภาพจากคอมพิวเตอร์มาก็สามารถสั่งพิมพ์งานได้เลย ทำให้การพิมพ์งานในระบบนี้จะรวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคุณภาพงานพิมพ์ใกล้เคียงกับงานพิมพ์ออฟเซ็ทอีกด้วย ซึ่งงานพิมพ์ดิจิตอลจึงเหมาะกับงานพิมพ์ที่มีปริมาณไม่มาก พิมพ์ครั้งละจำนวนน้อย ๆ นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนภาพ หรือแก้ไขข้อความได้บ่อย ๆ ทั้งนี้การพิมพ์ดิจิตอลสามารถใช้วัสดุในการพิมพ์งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น กระดาษอาร์ตมัน กระดาษปอนด์ แผ่นใส โฮโลแกรม สติ๊กเกอร์ PVC เป็นต้น

งานพิมพ์ที่เหมาะกับการพิมพ์ดิจิตอล เช่น นามบัตร แผ่นพับ ใบปลิว สติ๊กเกอร์ ป้ายแท็กสินค้า การ์ดเชิญ หนังสือ รายงาน ปริญญานิพนธ์ วิทยานิพนธ์ เป็นต้น

ข้อดีของการพิมพ์ดิจิตอล ช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน มีความสะดวกรวดเร็ว เหมาะกับงานเร่งด่วน อีกทั้งยังแก้ไขงานได้ง่าย เพียงแค่ส่งไฟล์ใหม่มาแทนไฟล์เดิม ข้อมูลก็จะเป็นข้อมูลใหม่ แก้ไขได้ทันที นอกจากนี้มาตรฐานงานพิมพ์ มีระบบควบคุมคุณภาพงานพิมพ์ที่เท่ากันในทุก ๆ หน้า ผลิตตามจำนวนที่ต้องการ มีความยืนหยุ่นในการพิมพ์ แม้จะพิมพ์น้อยก็สามารถพิมพ์ได้ จึงทำให้ประหยัดทรัพยากร เหมาะกับงานพิมพ์จำนวนน้อย และลดของเสียในกระบวนการผลิต

 

การพิมพ์ Offset Printing

การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing) เป็นการพิมพ์ที่ใช้หลักการน้ำกับน้ำมันไม่รวมตัวกัน ซึ่งอาศัยแม่พิมพ์ (Plate) โดยสร้างเยื่อน้ำไปเกาะอยู่บนบริเวณไร้ภาพของแผ่นแม่พิมพ์ เมื่อรับหมึก หมึกจะไม่เกาะน้ำแต่จะไปเกาะบริเวณที่เป็นภาพแล้วถูกถ่ายลงบนผ้ายาง และกระดาษพิมพ์ต่อไป ซึ่งเป็นการพิมพ์ที่มีคุณภาพสูง ละเอียด ภาพสวย คมชัด และสามารถสั่งพิมพ์ในปริมาณมาก ๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีเครื่องพิมพ์ ทั้งเครื่องเล็ก และเครื่องใหญ่ โดยจะเลือกตามความเหมาะสมของงานที่จะลง ทั้งนี้การพิมพ์ออฟเซ็ทยังสามารถพิมพ์ได้บนวัสดุหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น กระดาษ พลาสติก ผ้า ผ้าแคนวาส กระดาษสติกเกอร์ เป็นต้น

งานพิมพ์ที่เหมาะกับการพิมพ์ออฟเซ็ท เช่น หนังสือ วารสาร นิตยสาร แคตตาล็อก ใบปลิว แผ่นพับ โบรชัวร์ โปสเตอร์ โปสการ์ด นามบัตร บัตรเชิญ งานพิมพ์ใช้ในสำนักงาน เป็นต้น

 

ข้อดีของการพิมพ์ออฟเซ็ท สามารถพิมพ์ได้จำนวนครั้งละมาก ๆ โดยใช้ระยะเวลาอันรวดเร็ว และพิมพ์สีพื้นบริเวณภาพที่กว้างได้สีที่เรียบ เมื่อเทียบกับระบบอื่น ๆ นอกจากนี้งานพิมพ์ยังมีคุณภาพสูง ละเอียด คมชัด พิมพ์ได้เกือบทุกพิ้นผิว และยิ่งสั่งพิมพ์มาก ค่าใช้จ่ายจะถูกลง คุ้มค่ากับคุณภาพงาน

 

สรุป

การพิมพ์ Digital Printing กับ Offset Printing ต่างมีข้อดี และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งการพิมพ์ Digital Printing เหมาะกับงานเร่งด่วน แม้จะพิมพ์น้อยก็สามารถพิมพ์ได้ ส่วนการพิมพ์ Offset Printing เหมาะกับงานพิมพ์ที่ต้องการความละเอียด ภาพสวย คมชัด และพิมพ์ในปริมาณมาก ๆ ดังนั้น การเลือกระบบพิมพ์ให้เหมาะกับงานพิมพ์ จะช่วยทำให้งานพิมพ์ออกมาดี มีคุณภาพ และสวยงามตามที่ต้องการค่ะ

สำหรับใครที่สนใจอยากทำงานพิมพ์ต่าง ๆ บริษัทของเรา ThaiDigitalPrint.com มีบริการการพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing) และการพิมพ์ดิจิตอล (Digital Printing) เรารับออกแบบ และผลิตงานพิมพ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นามบัตร แผ่นพับ ใบปลิว โบรชัวร์ โปสเตอร์ โปสการ์ด สติ๊กเกอร์ ป้ายแท็กสินค้า การ์ดเชิญ หนังสือ นิตยสาร แคตตาล็อก ฯลฯ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint

Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

ไขข้อสงสัย การพิมพ์ Inkjet vs Digital แตกต่างกันอย่างไร?

ระบบการพิมพ์งานพิมพ์ มีอยู่หลากหลายประเภท โดยแต่ละประเภทก็จะมีลักษณะของการพิมพ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งในการทำงานพิมพ์ต่าง ๆ ให้ออกมาดูสวยงาม มีคุณภาพ จึงต้องเลือกประเภทการพิมพ์ให้เหมาะกับงานพิมพ์นั้น ๆ ดังนั้น ในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับระบบการพิมพ์ Inkjet และ Digital ในงานพิมพ์กันค่ะ และจะพาไปดูว่าระบบการพิมพ์ Inkjet และ Digital แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ถ้าอยากรู้แล้ว ไปดูกันเลยค่ะ

การพิมพ์ Inkjet vs Digital แตกต่างกันอย่างไร?

การพิมพ์อิงค์เจ็ท (Inkjet Printer)

การพิมพ์อิงค์เจ็ท จะใช้เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก โดยการพ่นหมึกออกมาเป็นหยดเล็ก ๆ ลงบนกระดาษ เมื่อสั่งพิมพ์ตัวเครื่องจะคำนวณตำแหน่งจุดของภาพรวม และพ่นสีหมึกที่ประมวลผลไว้อย่างแม่นยำตามรูปแบบไฟล์งานที่ใส่เข้าไป ทำให้ภาพออกมาชัดเจน และคมชัด ซึ่งงานพิมพ์ประเภทนี้สามารถสั่งพิมพ์ได้ทั้งงานขนาดเล็ก และงานขนาดใหญ่ ไม่จำกัดขนาดบนกระดาษ เหมาะสำหรับนำมาใช้ทั้งงานภายใน และงานภายนอกอาคาร โดยงานที่เหมาะกับงานพิมพ์อิงค์เจ็ท เช่น ป้ายแบนเนอร์ โปสเตอร์ ป้ายโฆษณา บิลบอร์ด โฆษณาติดข้างรถต่าง ๆ ตลอดจนงานพิมพ์ตกแต่งตามอีเว้นท์ต่าง ๆ

การพิมพ์ดิจิตอล (Digital Printing)

การพิมพ์ดิจิตอล เป็นการพิมพ์ที่ใช้เครื่องพิมพ์ หรือพริ้นเตอร์ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยสามารถสั่งพิมพ์ได้โดยตรงจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานพิมพ์ประเภทนี้ เป็นงานพิมพ์ที่มีปริมาณไม่มาก พิมพ์ครั้งละจำนวนน้อย ๆ นอกจากนี้สามารถพิมพ์ได้หลากหลาย เปลี่ยนแปลงข้อมูลในแต่ละใบพิมพ์ได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนภาพ หรือแก้ไขข้อความได้บ่อย ๆ ที่สำคัญยังเหมาะกับงานที่ต้องการความรวดเร็วอีกด้วย ซึ่งงานที่เหมาะกับงานพิมพ์ดิจิตอล ได้แก่ นามบัตร แผ่นพับ ใบปลิว หนังสือ รายงาน ปริญญานิพนธ์ วิทยานิพนธ์ เป็นต้น

สรุป

การพิมพ์ Inkjet และ Digital ต่างมีข้อดี และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกระบบพิมพ์ให้เหมาะกับงานพิมพ์ จะช่วยทำให้งานพิมพ์ออกมาดี มีคุณภาพ และสวยงามตามที่ต้องการ ทั้งนี้สำหรับใครที่สนใจอยากทำงานพิมพ์ต่าง ๆ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบ และผลิตงานพิมพ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โปสการ์ด นามบัตร คูปอง เมนูอาหาร หนังสือ สติ๊กเกอร์ กล่องบรรจุภัณฑ์  ฯลฯ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint

Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

เปิดประวัติบิดาผู้คิดค้นการพิมพ์ และระบบพิมพ์

การพิมพ์ คือ การผลิตสำเนาข้อความ และภาพลงบนวัสดุที่ต้องการพิมพ์ เช่น กระดาษ ผ้า เป็นต้น ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ปรากฎอยู่บนผนังถ้ำลาสควักซ์ (Lascaux) ในฝรั่งเศส และถ้ำอัลตามิรา (Altamira) ในสเปน นอกจากปรากฎผลงานด้านจิตรกรรมที่มีคุณค่าด้านความงามของมนุษยชาติ ในช่วงประมาณ 17,000 – 12,000 ปีที่ผ่านมาแล้ว ยังปรากฎผลงานแกะสลักหิน แกะสลักผนังถ้ำเป็นรูปสัตว์ลายเส้น ซึ่งการแกะสลักภาพลายเส้นบนผนังถ้ำนั้น อาจนับได้ว่าเป็นพยานหลักฐานในการแกะแบบพิมพ์ของมนุษย์เป็นครั้งแรกก็ได้

นอกจากนั้น ยังปรากฎการเริ่มต้นพิมพ์ภาพผ่านฉากพิมพ์ (Stensil) โดยวิธีการใช้มือวางทาบลงบนผนังถ้ำ แล้วพ่นหรือเป่าสีลงบนฝ่ามือ ส่วนที่เป็นมือจะบังสีไว้ ให้ปรากฎเป็นภาพแบน ๆ แสดงขอบนอกอย่างชัดเจน ซึ่งนับว่าเป็นการพิมพ์อย่างง่าย ๆ วิธีหนึ่ง ในบทความนี้เราจะพาทุกคนไปเปิดประวัติบิดาผู้คิดค้นการพิมพ์ และระบบพิมพ์ ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงการพิมพ์ที่นำมาใช้ในปัจจุบัน ถ้าอยากรู้แล้วว่าบิดาผู้คิดค้นระบบพิมพ์ มีใครบ้าง ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

ประวัติบิดาผู้คิดค้นระบบพิมพ์

โยฮันส์ กูเตนเบิร์ก (Johann Gutenberg)

ที่มา: en.wikipedia.org

โยฮันส์ กูเตนเบิร์ก เป็นช่างเหล็ก ช่างทอง ช่างพิมพ์ และนักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ได้ประดิษฐ์ตัวพิมพ์โลหะผสมได้สำเร็จ และนายกูเตนเบิร์กยังได้พัฒนาเครื่องพิมพ์ หมึกพิมพ์ กระดาษที่ใช้พิมพ์ และกรรมวิธีในการพิมพ์ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นที่ยอมรับว่าเป็น บิดาแห่งการพิมพ์ของโลก และเป็นผู้คิดค้น การเรียงตัวเรียงพิมพ์ การพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพรส (letterpress printing) ซึ่งเป็นรากฐานการพิมพ์ระบบการพิมพ์เฟลกโซกราฟี (flexography printing) อีกด้วย

มาโช ฟินิเกอรา (Maso Finigura)

ที่มา: artsandculture.google.com

มาโช ฟินิเกอรา ชาวอิตาเลียนได้ใช้แผ่นทองแดงเป็นแม่พิมพ์แทนท่อนไม้แบบของชาวจีน ในยุคนั้นได้มีการใช้พิมพ์ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ และภาพทางศาสนา ซึ่งมีการเรียกกรรมวิธีการพิมพ์นี้ว่า การพิมพ์อินทาโย (Intaglio printing) ในช่วงแรกการทำแม่พิมพ์ใช้วิธีแกะสลักบนแผ่นโลหะ ต่อมาได้ใช้วิธีการเคลือบแผ่นโลหะด้วยสารที่ทนต่อการกัดกร่อนของกรด จากนั้นใช้เหล็กขูดสารเคลือบบริเวณที่ต้องการสร้างภาพ แล้วใช้กรดกัดจนเกิดเป็นร่องลึกตามบริเวณที่ถูกขูด

วิลเลียม เฮนรี ฟอกซ์ ทาลบอท (William Henry Fox Talbot)

ที่มา: britannica.com/biography

วิลเลียม เฮนรี ฟอกซ์ ทาลบอท ได้นำเทคนิคการสร้างภาพผ่านแผ่นสกรีนกระจกมาทำแม่พิมพ์โลหะ และเรียกกรรมวิธีนี้ว่า โฟโตกราวัวร์ (Photogravure) การพัฒนาระบบกราวัวร์ (Gravure printing) มีอย่างต่อเนื่อง และสามารถประดิษฐ์เครื่องกราวัวร์ป้อนกระดาษแบบม้วนด้วยความเร็วสูง ซึ่งเรียกว่า โรโตกราวัวร์ (Rotogravure) ในปี ค.ศ. 1880 และต่อมาก็ได้มีการประดิษฐ์เครื่องกราวัวร์แบบป้อนแผ่นขึ้นในปี ค.ศ. 1913 การพิมพ์กราวัวร์ยังคงมีใช้อยู่จนปัจจุบันนี้ เหมาะสำหรับการพิมพ์งานที่มีปริมาณสูง

วิลเฟรด ฟิลลิปป์ (Wilfred Phillipp)

ที่มา: tampoprint.de

ในปี ค.ศ. 1965 ชาวเยอรมันชื่อ นายวิลเฟรด ฟิลลิปป์ ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์แพด และเป็นผู้คิดค้นการพิมพ์แพด (Pad Printing) ขึ้นสำหรับพิมพ์นาฬิกามีชื่อเรียกว่าเครื่องพิมพ์แทมโป (Tempoprint) และในปี ค.ศ. 1968 นายฟิลลิปป์ยังได้ใช้ซิลิโคนมาทำเป็นแพดแทนเจละติน ทำให้งานพิมพ์มีคุณภาพดีขึ้น และยังเป็นวัสดุที่ใช้ในโรงพิมพ์หลาย ๆ แห่งมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแม่พิมพ์แพดเป็นแม่พิมพ์แบบพื้นลึกทำจากโลหะหรือพอลิเมอร์ หลักการพิมพ์ของการพิมพ์ลักษณะนี้คือ เมื่อแม่พิมพ์รับหมึกก็จะถ่ายหมึกให้ตัวกลาง ซึ่งทำจากยางซิลิโคนที่ถูกเรียกว่าแพด (Pad) แพดจะถ่ายโอนหมึกให้กับวัสดุใช้พิมพ์อีกทอดหนึ่ง

อะลัว เชเนเฟเดอร์ (Alois Senefelder)

ที่มา: multimediaman.blog

อะลัว เชเนเฟเดอร์ ได้มีการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์หิน (Lithography) ซึ่งเป็นการพิมพ์พื้นราบ โดยทำภาพที่ต้องการรับหมึกบนแม่พิมพ์หินให้เป็นไข แล้วใช้น้ำผสมกาวกระถินลูบบนแม่พิมพ์หินดังกล่าว น้ำที่ผสมกาวกระถินจะไม่เกาะบริเวณไข และเมื่อคลึงหมึกลงบนแม่พิมพ์ หมึกมีคุณสมบัติเป็นน้ำมันจะไม่เกาะติดบริเวณที่เป็นน้ำแต่จะไปเกาะติดบริเวณที่เป็นไขซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นภาพ เมื่อนำแผ่นกระดาษมาทาบบนแม่พิมพ์ก็จะเกิดภาพบนกระดาษนั้นและให้ภาพที่คมชัดสวยงามกว่าระบบการพิมพ์อื่นในยุคนั้น

วอชิงตัน รูเบล (Ira Washington Rubel)

ที่มา: printaction.com

วอชิงตัน รูเบล ได้ค้นพบวิธีทำให้ภาพคมชัดขึ้นโดยบังเอิญ กล่าวคือ แทนที่จะให้กระดาษรับหมึกโดยตรงจากแม่พิมพ์ ก็ให้ผ้ายางเป็นผู้กดทับ และรับหมึกจากแม่พิมพ์ก่อน แล้วผ้ายางจึงกดทับถ่ายหมึกที่เป็นภาพพิมพ์ไปยังกระดาษอีกที เนื่องจากผ้ายางมีความนิ่ม การส่งถ่ายหมึกจึงสมบูรณ์ ภาพจึงคมชัดสวยงามยิ่งขึ้น การพิมพ์ที่มีการถ่ายทอดภาพพิมพ์สองครั้งนี้ถูกเรียกว่าการพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing)

เซนไซ ยามาซากิ (Sensei yamazaki)

ที่มา: technicalprintservices.co.uk

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เซนไซ ยามาซากิ ชาวญี่ปุ่นได้ใช้เส้นผมของคน และกาวมาทำแม่พิมพ์แบบฉลุขึ้น ทำให้ได้งานที่ละเอียดกว่าการตัดกระดาษ เรียกกรรมวิธีการพิมพ์นี้ว่า การพิมพ์แฮร์สแตนซิล (Hair Stencil) และต่อมาได้มีการใช้เส้นไหมซึ่งแข็งแรงกว่ามาใช้ทำแม่พิมพ์แทนเส้นผม จึงมีชื่อเรียกกรรมวิธีนี้ว่า การพิมพ์ซิลค์สกรีน (Silkscreen Printing)

สรุป

การพิมพ์ได้ถือกำเนิดมาอย่างยาวนาน และค่อย ๆ พัฒนามาตามยุค ตามสมัย จนเป็นระบบการพิมพ์ และงานพิมพ์ต่าง ๆ ที่เราได้ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และสำหรับท่านใดที่สนใจอยากทำงานพิมพ์ต่าง ๆ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบ และผลิตงานพิมพ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นามบัตร ใบปลิว แผ่นพับ การ์ดเชิญ คูปอง เมนูอาหาร ปฏิทิน หนังสือ นิตยสาร กล่องบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท  โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint

Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

 

Exit mobile version