3 รูปแบบ การตัดสติ๊กเกอร์ในงานพิมพ์

สติ๊กเกอร์ เป็นสิ่งพิมพ์ชนิดหนึ่งที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย และง่ายต่อการเข้าถึง โดยนิยมใช้ในการโฆษณา โปรโมท แนะนำ ทั้งสินค้า บริการ เพราะสะดวกต่อการใช้งาน และรวดเร็ว เพียงลอกสติ๊กเกอร์แล้วติดลงสิ่งที่ต้องการจะใช้ได้เลย ทั้งนี้สติ๊กเกอร์ ยังมีอยู่หลายชนิด ทั้งแบบเงา แบบด้าน แบบใส แบบฉีกไม่ขาด กันน้ำ กันความชื้น และทนทานต่อความร้อน รวมไปถึงสติ๊กเกอร์ยังทำได้หลากหลายรูปแบบอีกด้วย

การทำสติ๊กเกอร์ โดยการใช้มีดไดคัท หรือบล๊อคปั๊ม ตัดให้เป็นวงกลม วงรี สี่เหลี่ยม หรืออาจมีรูปร่างพิเศษ เช่น รูปดาว ดอกไม้ ลายไทย หรือเจาะรูเป็นรูปทรง กล่องบรรจุภัณฑ์ กระดาษโน้ต เป็นต้น นอกจากนี้การตัดสติ๊กเกอร์ในงานพิมพ์ ก็มีหลายรูปแบบให้คุณเลือกตัด ซึ่งในบทความนี้เราจะพาคุณไปดู 3 รูปแบบของการตัดสติ๊กเกอร์ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลยค่ะ

3 รูปแบบของการตัดสติ๊กเกอร์

แผ่นสติ๊กเกอร์ เป็นงานพิมพ์ที่จะพิมพ์มาบนแผ่นสติ๊กเกอร์ ตามขนาดที่ลูกค้าต้องการ ออกมาเป็นแผ่นใหญ่ เช่น ขนาด A3 ซึ่งเวลาใช้งานจะต้องตัดตามขอบเอง เหมาะสำหรับงานที่ไม่เน้นรายละเอียดมาก ไม่เร่งรีบในการใช้งาน และใช้จำนวนน้อย

ปั๊มไดคัทสติ๊กเกอร์ 50% เป็นการตัดขอบสติ๊กเกอร์ตามรูปทรงต่าง ๆ จะหยักจะโค้งอย่างไรก็ได้ โดยใช้ใบมีดดัดโค้งงอเป็นแม่แบบ (บล็อค) แล้วปั๊มตามรูปทรงที่ต้องการ แต่ไม่ให้กระดาษแตกหรือฉีกขาด ส่วนกระดาษหลังจะไม่ขาด เวลาปั๊มจะเป็นใบพิมพ์ปั๊ม เมื่อเสร็จแล้วก็จะสามารถลอกสติ๊กเกอร์ออกมาใช้งานได้ โดย 1 ใบพิมพ์จะประกอบด้วยสติ๊กเกอร์หลาย ๆ ดวง

ปั๊มไดคัทสติ๊กเกอร์ 100% เป็นการตัดสติ๊กเกอร์เป็นชิ้น ๆ โดยใช้การปั๊มไดคัทแบบ 100 % นั้นคือ การปั๊มขาดแบบเป็นชิ้น ๆ ออกมา ให้พร้อมใช้งาน เช่น งานสติ๊กเกอร์ดวงใหญ่ ๆ งานสติ๊กเกอร์สำหรับแจกเป็นดวง งานกระดาษต่าง ๆ และงานฉลากสินค้าต่าง ๆ งานกล่องบรรจุภัณฑ์ งานแผ่นพลาสติก เป็นต้น

สรุป

การตัดสติ๊กเกอร์ในงานพิมพ์มีอยู่ 3 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบ ก็จะเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างออกไป ดังนั้น เพื่อความสะดวกในการใช้งานควรเลือกรูปแบบของการตัดสติ๊กเกอร์ให้เหมาะกับงานนั้น ๆ นะคะ และสำหรับใครที่ต้องการทำแผ่นพับ การรู้รูปแบบต่าง ๆ ของแผ่นพับ จะช่วยทำให้คุณออกแบบ และเลือกรูปแบบของแผ่นพับให้เหมาะสมกับงานของคุณได้อีกด้วย และสำหรับท่านใดที่สนใจอยากทำงานแผ่นพับ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบ และผลิตสติ๊กเกอร์ต่าง ๆ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

ความแตกต่างของระบบสี CMYK กับ RGB แตกต่างกันอย่างไร?

ระบบสี CMYK กับ RGB เป็นระบบสีที่หลาย ๆ คน อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว ซึ่งระบบสีทั้ง 2 ระบบนี้ จริง ๆ แล้วมีการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยในบทความนี้เราจะมาบอกถึงความแตกต่างของระบบสี CMYK กับ RGB ว่าแตกต่างกันอย่างไร และต้องใช้งานกับสิ่งใด ถ้าอยากรู้แล้ว เราก็ไปหาคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ

ความแตกต่างของระบบสี CMYK กับ RGB

ระบบสี CMYK

ระบบสี CMYK เป็นสีที่ได้ถูกใช้ในด้านการพิมพ์ และการแสดงสีในแบบรูปจำลองกราฟฟิคสามมิติ ยกตัวอย่างงานพิมพ์ เช่น หนังสือ โปรเตอร์ แผ่นพับ หรืองานไวนิลทั่วไป ซึ่งสี CMYK ย่อมาจาก Cyan (สีฟ้า) Magenta (สีแดงอมม่วง) Yellow (สีเหลือง) และ Key (สีดำ) ซึ่งเป็นชื่อสีที่นำมาใช้ การผสมสีทั้งสี่นี้ จะทำให้เกิดสีได้อีกหลายร้อยสี

ระบบสี RGB

ระบบสี RGB เป็นสีที่ใช้ในการแสดงบนรูปภาพ บนหน้าจอแสดงสี เช่น เว็บไซต์ สื่อโฆษณาแบบออนไลน์ หรืออีเมล์ทางการตลาด ซึ่งสี RGB จะมีสีที่ผสมกันทั้งหมด 3 สี คือ Red (สีแดง) Green (สีเขียว) และ Blue (สีน้ำเงิน) ด้วยการผสมสีทั้งสามในสัดส่วนต่าง ๆ คุณจะสามารถได้เฉดสีทั้งหมดประมาณ 16 ล้านเฉด

สรุป

ระบบสี CMYK กับ RGB ต่างกันที่ ระบบสี CMYK เป็นสีที่ได้ถูกใช้ในด้านการพิมพ์ เช่น หนังสือ โปรเตอร์ แผ่นพับ หรืองานไวนิลทั่วไป ส่วนระบบสี RGB เป็นสีที่ใช้ในการแสดงบนรูปภาพ บนหน้าจอแสดงสี เช่น เว็บไซต์ สื่อโฆษณาแบบออนไลน์ หรืออีเมล์ทางการตลาด ดังนั้น ในการทำงานเกี่ยวกับการออกแบบในเว็บไซต์ หรืองานพิมพ์ต่าง ๆ ก็ต้องเลือกตั้งค่าสีให้ถูกต้อง เพื่อให้ผลงานออกมาสวยงามทั้งการออกแบบ และสีสันที่ชัดเจน

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

แจกไอเดียรูปแบบการเข้าเล่มเมนูอาหาร 4 แบบ

เมนูอาหาร เป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็น สำหรับร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม เพราะเมนูจะบอกว่าในร้านมีเมนูอาหาร เมนูเครื่องดื่มอะไรบ้าง เพื่อเป็นตัวช่วยให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจสั่งเมนูของร้านได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การออกแบบเมนูอาหาร จึงต้องออกแบบให้ดูดี น่าสนใจ อ่านง่าย และบอกราคาชัดเจน ซึ่งรูปแบบของเมนูอาหาร ก็มีหลากหลายรูปแบบ เจ้าของร้านจึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับร้าน และการใช้งาน ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแจกไอเดียรูปแบบการเข้าเล่มเมนูอาหาร 4 แบบที่นิยมใช้กับร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม มาฝากกันค่ะ

4 รูปแบบการเข้าเล่มเมนูอาหาร

1. การเข้าเล่มแบบมุงหลังคา เป็นการเข้าเล่มที่ง่าย รวดเร็ว ราคาถูก และเปิดง่าย โดยการใช้การเย็บแม็กซ์ด้วยจักร แทนการแม็กซ์ด้วยมือเพื่อเพิ่มความคงทน เย็บลงไปตรงกลางรอยพับ 2 – 3 ตัว แล้วแต่ขนาดกระดาษ ซึ่งการเข้าเล่มแบบนี้ สามารถกางออกได้เต็มที่แต่ไม่เหมาะกับเมนูอาหารที่มีจำนวนหน้าเยอะ โดยจำนวนหน้าในการเข้าเล่มมุงหลังคาต้อง 8 หน้าขึ้นไป

2. การเข้าเล่มแบบห่วงกระดูกงู เป็นการเข้าเล่มที่เปิดง่าย สามารถเปิดได้จนสุด ค่อนข้างคงทนแข็งแรง และราคาไม่แพง โดยการเข้าเล่มแบบห่วงกระดูกงู จะใช้ห่วงลวดหรือห่วงพลาสติก ซึ่งเหมาะกับเมนูอาหารที่มีจำนวนหน้า 12 หน้าขึ้นไป สามารถเปิดได้สุด 180 องศา และการเข้าเล่มแบบนี้เหมาะสำหรับร้านอาหารขนาดเล็ก เช่น ร้านไอศกรีม ร้านเครื่องดื่มหรือกาแฟ

3. การเข้าเล่มแบบปีกผีเสื้อ จะนิยมใช้กับการเข้าเล่มที่เป็นเมนูอาหารหรือ Photo book ที่ต้องการความสวยงาม หรูหรา แข็งแรง ทนทาน สามารถเปิดออกกว้างได้ถึง 180 องศา ทำให้ง่ายต่อการเปิดอ่าน ซึ่งการเข้าเล่มแบบปีกผีเสื้อ จำนวนหน้าในการเข้าเล่มต้องมี 12 หน้าขึ้นไป

4. การเข้าเล่มแบบยึดหมุด จะให้ความแข็งแรง คงทน และสามารถปรับเปลี่ยนเมนูได้เรื่อย ๆ เพราะเป็นการเข้าเล่มโดยการใช้หมุดในการเย็บหรือตอกให้เป็นเล่ม ซึ่งจะใช้หมุด 3 – 4 ตัวแล้วแต่ขนาดกระดาษ เหมาะสำหรับเมนูอาหารที่มีจำนวนหน้า 12 หน้าขึ้นไป และการเข้าเล่มแบบนี้เหมาะสำหรับร้านอาหาร เช่น ร้านชาบู ปิ้งย่าง ร้านอาหารตามสั่ง ร้านเครื่องดื่ม เป็นต้น

สรุป

การเข้าเล่มเมนูอาหารแต่ละแบบ ก็มีข้อดี และการใช้งานที่แตกต่างกันไป ดังนั้น เจ้าของร้านต้องเลือกเมนูให้เข้ากับร้าน และการใช้งาน เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน และช่วยดึงดูดลูกค้าให้สั่งอาหาร และเครื่องดื่มได้อีกด้วย สำหรับท่านใดที่สนใจอยากทำเมนูอาหาร ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบ และผลิตเมนูอาหารต่าง ๆ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

แจกเทคนิคถ่ายภาพเมนูอาหารสวย ๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ

สำหรับใครที่ชอบถ่ายภาพอาหาร แต่ถ่ายเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกอาหารดูไม่น่าทาน ถ่ายแล้วไม่สวย ไม่ถูกใจสักที วันนี้เราก็มีเทคนิคถ่ายภาพเมนูอาหารสวย ๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ ที่จะช่วยให้คุณถ่ายภาพอาหารให้สวย ดูน่าทานมากยิ่งขึ้น ถ้าอยากรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรกันบ้าง ไปชมเทคนิคถ่ายภาพเมนูอาหารสวย ๆ กันเลยค่ะ

เทคนิคถ่ายภาพเมนูอาหารสวย ๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ

ถ่ายด้วยแสงธรรมชาติ ในการถ่ายภาพ แสงที่เพียงพอ ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการถ่ายภาพอาหารให้ออกมาดูสวย ถ้ามืดเกินไปภาพอาหารจะดูหมอง และจะทำให้กล้องต้องเพิ่ม ISO ทำให้เกิดเป็นจุดรบกวน ทำให้ภาพไม่ชัดได้ ดังนั้น ให้เลือกที่นั่งใกล้ ๆ กับหน้าต่าง จะได้แสงที่สวยเป็นธรรมชาติ

องค์ประกอบของภาพ ในการถ่ายภาพอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพที่มีส่วนประกอบเยอะ ๆ ให้พยายามหาพื้นที่ว่าง ๆ ใส่ไว้ในภาพ เพราะคุณจะสามารถถ่ายรูป และ crop บางส่วนของภาพที่น่าสนใจมาใช้งานได้

ถ่ายแบบ Close Up เป็นมุมที่ทำให้ได้ภาพของกินน่าอร่อยแบบสุด ๆ โดยการให้คุณทำการตัก หรือคีบ อาหารชิ้นสวย ๆ ขึ้นมาหนึ่งชิ้น จากนั้นก็ซูมเข้าไปใกล้ ๆ และกดถ่ายได้เลย ก็จะทำให้อาหารดูโดดเด่นขึ้น

ถ่ายมุมสูง สำหรับอาหารบางจานถ้าลองถ่ายจากมุมสูงลงมาอาจจะดูสวยกว่า เช่น พิซซ่า ชาบู หรืออาหารที่มีลวดลาย แต่ก็ต้องระวังเรื่องเงาด้วย ถ้าถ่ายในที่ที่ไม่ใช่แสงธรรมชาติ หรือถ้าหากมีอาหารหลายจานก็เหมาะจะถ่ายจากมุมสูงลงมาเช่นกัน

ใช้โหมดหน้าชัดหลังเบลอ สำหรับมือถือบางรุ่นจะมาพร้อมกับโหมดถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ (Wide Aperture) หรือบางเครื่องก็อาจจะเรียกว่าโหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ให้คุณใช้โหมดนี้ในการถ่ายภาพอาหาร โดยการซูมเข้าไป ก็จะช่วยให้อาหารดูน่าทานมากยิ่งขึ้น

ครอปรูปเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยปกติแล้วเวลาถ่ายภาพด้วยมือถือเราจะได้ภาพที่อัตราส่วน 4:3 ซึ่งบางทีก็กว้างเกินไป ดังนั้น ในการถ่ายภาพอาหาร แนะนำให้ครอปภาพเป็นอัตราส่วน 1:1 หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก็จะช่วยให้ภาพดูดีขึ้นได้เช่นกัน

สรุป

ทั้งหมดก็เป็นเทคนิคถ่ายภาพเมนูอาหารสวย ๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ในการถ่ายภาพเมนูของโปรดให้ดูสวยน่าทานได้ ที่สำคัญขอให้คุณสนุกกับการถ่ายภาพนะคะ เชื่อว่าภาพเหล่านั้นจะต้องออกมาดูดีแน่นอนค่ะ

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

รูปภาพ: pinterest.com และ camerasandcupcakes.com

ทำความรู้จักกับรูปแบบต่าง ๆ ของแผ่นพับ

แผ่นพับ (Brochure) เป็นสื่อโฆษณา ที่แจกตามสถานที่ต่าง ๆ หรือส่งทางไปรษณีย์ ซึ่งแผ่นพับ เป็นสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก หยิบง่าย ให้ข้อมูลรายละเอียดได้กระชับ ซึ่งการออกแบบ ก็มีเทคนิคการออกแบบตามอิสระ หลากหลาย ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่ำกว่าสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น ๆ อีกด้วย นอกจากนี้แผ่นพับยังมีหลากหลายรูปแบบให้คุณได้เลือก และการพับในแต่ละแบบนั้นจะส่งผลต่อการจัดวางเนื้อหาในแผ่นพับของคุณด้วย ซึ่งในบทความนี้เราจึงจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับรูปแบบต่าง ๆ ของแผ่นพับให้มากขึ้นค่ะ

รูปแบบต่าง ๆ ของแผ่นพับ

พับครึ่ง (Half Fold) เป็นการพับ 1 ทบ โดยการพับครึ่งกระดาษ ซึ่งเป็นการแบ่งกระดาษออกเป็น 2 ส่วน และสามารถออกแบบใช้ได้ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน โดยจะเป็นเนื้อหา 2 ส่วน และพับ 1 ทบ

พับแบบ 2 ทบ 3 ตอน (Tri Fold Tri Fold) เป็นการพับแบบจดหมาย คือ การพับ 2 ครั้ง และแบ่งกระดาษออกเป็น 3 ส่วน เหมือนกับการพับกระดาษใส่ซองจดหมาย ซึ่งการพบแบบนี้ใช้งานง่ายที่สุด และนิยมใช้ที่สุด

พับแบบ ตัว Z ( Z Fold )  เป็นการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน และพับ 2 ทบ ซึ่งจะเหมือนกับกำลังเปิด และปิดหีบเพลง นอกจากนี้รูปร่างของกระดาษที่พับแบบนี้เมื่อมองจากด้านบนมีลักษณะเป็นซิกแซกอีกดด้วย

พับขนาน 3 ทบ 4 ตอน (Accordion Fold) เป็นการพับที่คล้าย ๆ กับแบบ Z Fold แต่จะพับเพิ่มขึ้น 1 ครั้ง ทำให้แผ่นพับแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนั้น จะต้องใช้กระดาษที่ใหญ่มากขึ้น และต้องคำนึงถึงความหนา และความยากง่ายในการพับกระดาษด้วย

พับขนาน (Double Parallel Fold) เป็นการพับ 3 ทบ และแบ่งกระดาษออกเป็น 4 ส่วน โดยริ่มแรกเราจะพับครึ่งกระดาษ พับ 1 ทบ จากนั้นก็พับครึ่งกระดาษอีกครั้ง ซึ่งเหมาะสำหรับการทำแผ่นพับที่มีเนื้อหาเยอะ ๆ

พับแบบหน้าต่าง (Gate Fold) เป็นการพับกระดาษที่มีลักษณะเหมือนหน้าต่าง ซึ่งการพับแบบนี้เป็นการพับ 2 ทบ ทำให้แบ่งกระดาษออกเป็น 3 ส่วน

สรุป

แผ่นพับ เป็นสื่อโฆษณาที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อย ๆ ดังนั้น สำหรับใครที่ต้องการทำแผ่นพับ การรู้รูปแบบต่าง ๆ ของแผ่นพับ จะช่วยทำให้คุณออกแบบ และเลือกรูปแบบของแผ่นพับให้เหมาะสมกับงานของคุณได้อีกด้วย และสำหรับท่านใดที่สนใจอยากทำงานแผ่นพับ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบ และผลิตแผ่นพับต่าง ๆ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

ทำความรู้จักกับงาน SPOT UV คืออะไร มีความพิเศษอย่างไร ?

การเคลือบงานพิมพ์ เป็นขั้นตอนยอดนิยมหลังจากที่คุณพิมพ์งานเสร็จแล้ว และต้องการให้งานพิมพ์ของคุณมีความแตกต่างไปจากเดิม ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความสวยงาม ความหรูหรา และป้องกันการขีดข่วนที่อาจจะเกิดขึ้นกับงานพิมพ์ได้ แต่การเคลือบงานพิมพ์ก็มีอยู่หลากหลายประเภท ซึ่งในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับการเคลือบ SPOT UV หรือ เคลือบเงาเฉพาะจุด ว่าคืออะไร มีความพิเศษอย่างไรบ้าง ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

ทำความรู้จักกับงาน SPOT UV

Spot UV หรือ เคลือบเงาเฉพาะจุด เป็นเทคนิคหลังการพิมพ์ ที่นำฟิล์มโพสสิทีฟถ่ายลงบล็อคของงานสกรีนไป โดยการเคลือบแบบนี้จะช่วยเพิ่มความนูนให้กับพื้นผิววัสดุพิมพ์ เพื่อเพิ่มความโดดเด่นของโลโก้ เน้นข้อความ เน้นรูปภาพ หรือการออกแบบดีไซน์เพื่อนำเสนอลูกเล่นต่าง ๆ โดยพื้นผิวของบริเวณที่ทำ Spot UV จะมีลักษณะเรียบลื่นเป็นมันเงา คล้ายถูกเคลือบไว้ ทำให้ดูหรูหรา และด้วยลักษณะผิวที่ค่อนข้างโปร่งใส ทำให้สามารถขับให้ภาพมีจุดสนใจ เพิ่มความหรูหรา หรือความโดดเด่นกับชิ้นงาน

คุณสมบัติของ Spot UV ช่วยทำให้ชิ้นงานมีความโดดเด่นในบางบริเวณ สามารถมองเห็นความมันเงา และเมื่อสัมผัสจะรู้สึกถึงความเรียบลื่น เพราะมีความนูนขึ้นมาอย่างเด่นชัด ทั้งนี้ Spot UV นอกจากคุณสมบัติเพิ่มความสวยงามแล้ว ยังช่วยกันพื้นผิววัสดุพิมพ์จากความชื้น และรอยขีดข่วนได้เช่นกัน นอกจากนี้การเคลือบแบบนี้ก็ยังสามารถที่จะช่วยป้องกันแสงแดดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยน้ำยาที่นำมาใช้ในการเคลือบนั้นก็มีอยู่มากมายหลากหลายแบบด้วยกันเช่นกัน ทั้งแบบเงาพิเศษ และแบบด้าน โดยแต่ละแบบนั้นก็จะให้ความสวยงามที่แตกต่างกัน

งานพิมพ์ที่นิยมทำ Spot UV สามารถพบได้บนนามบัตร และบนปกหนังสือที่ต้องการความนูนของพื้นผิวแเพื่อเน้นผิวสัมผัส และดีไซน์ที่หรู นอกจากนี้ยังสามารถทำได้บนโบรชัวร์ แผ่นพับต่าง ๆ และจะทำควบคู่กับการเคลือบด้านเสมอ ทั้งนี้การทำ Spot UV ก็สามารถออกแบบชิ้นงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะทำเป็นรูปหยดน้ำ เคลือบทับตัวอักษร และโลโก้ สร้างลวดลายบนพื้นผิว หรือแม้แต่ทำเป็นอักษรเบรลล์ก็ได้เช่นกัน

สรุป

การทำ Spot UV หรือ การเคลือบสปอตยูวี นอกจากจะช่วยให้ชิ้นงานดูหรูหรา และโดดเด่นแล้ว ยังช่วยกันพื้นผิววัสดุพิมพ์จากความชื้น และรอยขีดข่วนได้อีกด้วย แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันให้กับคุณค่าของผลงาน และบรรจุภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง ดังนั้น สำหรับท่านใดที่สนใจอยากทำงานพิมพ์ต่าง ๆ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบ และผลิตงานพิมพ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนามบัตร ใบปลิว คูปอง การ์ด เมนู ปฏิทิน นิตยสาร แคตตาล็อก กล่องบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

รูปภาพ : behance.net

แจกวิธีง่าย ๆ เช็คขนาดหน้ากระดาษในไฟล์ PDF

สำหรับใครที่ต้องการตรวจสอบว่าขนาดกระดาษไฟล์ PDF มีขนาดเท่าไหร่ เพื่อให้ง่ายต่อการส่งโรงพิมพ์ และดำเนินการพิมพ์งานพิมพ์ได้อย่างรวด ดังนั้น ในบทความนี้เราจึงจะมาแจกวิธีง่าย ๆ เช็คขนาดหน้ากระดาษในไฟล์ PDF มาฝากกันค่ะ

วิธีเช็คขนาดหน้ากระดาษไฟล์ PDF

  1. เปิดโปรแกรม Acrobat Reader DC ขึ้นมา

2. เปิดไฟล์ที่เราต้องการจะดูขนาดไฟล์ PDF ขึ้นมา

3. จากนั้นให้ไปที่ เมนู File คลิกเลือก Properties…

4. เมื่อหน้าต่าง Document Properties ขึ้นมา ให้มองไปที่ Page Size เพื่อตรวจสอบดูว่ากระดาษขนาดเท่าไหร่ โดยขนาดกระดาษจะบอกเป็น นิ้ว

เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถเช็คหน้ากระดาษของไฟล์ PDF ของคุณได้แล้วค่ะ

 ขนาดของกระดาษ A

  • ขนาด A0 = 33.11 x 46.81 นิ้ว / 84.1 x 118.9 เซนติเมตร
  • ขนาด A1 = 23.39 x 33.11 นิ้ว / 59.4 x 84.1 เซนติเมตร
  • ขนาด A2 = 16.54 x 23.39 นิ้ว / 42.0 x 59.4 เซนติเมตร
  • ขนาด A3 = 11.69 x 16.54 นิ้ว / 29.7 x 42.0 เซนติเมตร
  • ขนาด A4 = 8.27 x 11.69 นิ้ว / 21.0 x 29.7 เซนติเมตร
  • ขนาด A5 = 5.83 x 8.27 นิ้ว / 14.8 x 21.0 เซนติเมตร
  • ขนาด A6 = 4.13 x 5.83 นิ้ว / 10.5 x 14.8 เซนติเมตร
  • ขนาด A7 = 2.91 x 4.13 นิ้ว / 7.4 x 10.5 เซนติเมตร
  • ขนาด A8 = 2.05 x 2.91 นิ้ว / 5.2 x 7.4 เซนติเมตร

สรุป

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากทำงานพิมพ์ต่าง ๆ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบ และผลิตนามบัตร ใบปลิว คูปอง การ์ด เมนู ปฏิทิน นิตยสาร แคตตาล็อก กล่องบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

5 ประเภท รูปแบบการเข้าเล่มในงานหนังสือ ที่คนทำหนังสือควรรู้!

หนังสือ และสมุด แต่ละเล่ม แต่ละประเภท ต่างก็มีรูปแบบการเข้าเล่มที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้นำไปใช้งาน และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ซึ่งงานเข้าเล่มถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำหนังสือ เพื่อให้หนังสือแต่ละเล่มนั้นมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น ทั้งยังช่วยให้เกิดความน่าอ่าน พกพาง่าย และสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย ซึ่งรูปแบบของการเข้าเล่มหนังสือนั้นมีหลายรูปแบบ ดังนั้น ในบทความนี้เราจึงได้นำ 5 ประเภท รูปแบบการเข้าเล่มในงานหนังสือ ที่คนทำหนังสือควรรู้ มาฝากทุกคนกันค่ะ

5 ประเภท รูปแบบการเข้าเล่มในงานหนังสือ

การเข้าเล่มแบบไสกาว 

การเข้าเล่มแบบไสกาว เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากเข้าเล่มได้เรียบร้อย รวดเร็ว โดยวิธีการเข้าเล่มเป็นการนำกระดาษที่เรียงหน้าเรียบร้อยแล้ว มาไสกระดาษด้านข้างแล้วนำไปทากาว เหมาะสำหรับหนังสือที่มีความหนาประมาณ 70 หน้าขึ้นไป แต่ความแน่นหนาในการเข้าเล่มไม่มาก ทำให้ไม่สามารถกางหนังสือออกมากได้ เนื่องจากจะทำให้กรดาษหลุดออกจากไสกาว ซึ่งการเข้าเล่มประเภทนี้เหมาะกับงานพิมพ์หนังสือคู่มือ นิตยสาร วารสาร และรายงานประจำปี

การเข้าเล่มแบบเย็บมุงหลังคา 

การเข้าเล่มแบบเย็บมุงหลังคา เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กับการเย็บสมุด หนังสือ ที่มีจำนวนหน้าน้อย ๆ ไม่เกิน 80 หน้า โดยวิธีการเข้าเล่มเป็นการนำกระดาษทั้งเล่มมาเรียงกันแล้วพับครึ่ง จากนั้นใช้เครื่องลวดเย็บลวดตรงแนวพับ 2-3 ตัว ก็จะทำให้ได้การเข้าเล่มแบบเย็บมุงหลังคานั่นเอง

การเข้าเล่มแบบเย็บกี่ 

การเข้าเล่มแบบเย็บกี่ เป็นการเข้าเล่มที่มีความแข็งแรงที่สุด เหมาะสำหรับหนังสือที่มีความหนามาก ๆ โดยวิธีการเข้าเล่มจะเป็นการนำกระดาษทั้งเล่มมาแยกออกเป็นส่วน ๆ แล้วใช้ด้ายเย็บแต่ละส่วนให้ยึดติดกันจะเหมือนเย็บมุงหลังคา จากนั้นจึงนำแต่ละส่วนมาร้อยรวมกันเป็นเล่มใหญ่อีกที แล้วจึงหุ้มด้วยปกอีกชั้น ซึ่งการเข้าเล่มประเภทนี้เหมาะกับงานพิมพ์พจนานุกรม ดิกชันนารี และสารานุกรม

การเข้าเล่มแบบเข้าห่วง

การเข้าเล่มแบบเข้าห่วง นิยมใช้สำหรับงานพิมพ์ที่ไม่หนาเกินไป และทำจำนวนน้อย อีกทั้งยังเพิ่มความสวยงามหรูหราให้กับงานหนังสือมากยิ่งขึ้น ซึ่งการใช้ห่วงพลาสติก หรือห่วงเหล็กในการเข้าเล่ม ทำให้สามารถกางหนังสือออกได้จนสุด ซึ่งการเข้าเล่มประเภทนี้เหมาะกับงานพิมพ์ปฏิทิน ไดอารี่ หรืิอสมุดบันทึก

การเข้าเล่มแบบกาวหัว

การเข้าเล่มกาวหัว เป็นการเข้าเล่มสำหรับให้ฉีกออกไปใช้งานได้ง่าย และสะดวก โดยวิธีการเข้าเล่มเป็นการนำกระดาษมาเรียงกันเป็นตั้ง แล้วเอากาวทาที่สันตรงหัวกระดาษ จึงได้ชื่อว่าการเข้าเล่มแบบกาวหัว ซึ่งการเข้าเล่มประเภทนี้เหมาะกับงานพิมพ์กระดาษโน๊ต สมุดฉีก และคูปองส่วนลด

สรุป

รูปแบบการเข้าเล่มในงานหนังสือ ทั้ง 5 ประเภท ต่างก็มีการใช้งานที่แตกต่างกันไป ดังนั้น สำหรับคนที่ทำหนังสือ จำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเข้าเล่มหนังสือ เพราะงานพิมพ์หนังสือแต่ละประเภทต่างก็มีการเข้าเล่มที่แตกต่างกันออกไป ฉะนั้น จึงควรเลือกการเข้าเล่มหนังสือให้มีความเหมาะสมกับเล่มของหนังสือนั้น ๆ และสำหรับท่านใดที่สนใจอยากทำงานพิมพ์หนังสือต่าง ๆ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบ และผลิตงานพิมพ์หนังสือต่าง ๆ เช่น หนังสือคู่มือ หนังสือธรรมะ นิตยสาร แคตตาล็อก ไดอารี่ สมุดโน้ต ฯลฯ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

เกร็ดความรู้ความเชื่อในวันสงกรานต์ ที่คนไทยต้องรู้!

วันที่ 13 เมษายน – 15 เมษายน เป็นวันสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย ซึ่งเทศกาลสงกรานต์ เป็นประเพณีที่มีความเก่าแก่ และคนไทยสืบทอดกันมาแต่โบราณ ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายให้ได้ทำกัน ดังนั้น ในบทความนี้เราก็จะพาคุณไปดูเกร็ดความรู้ความเชื่อในวันสงกรานต์ ที่คนไทยต้องรู้ มาฝากกันก่อนถึงวันสงกรานต์กันค่ะ

เกร็ดความรู้ความเชื่อในวันสงกรานต์

1. วันที่ 13 เมษายน วันมหาสงกรานต์ ถือเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ และเป็นวันที่พระอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ

2. วันที่ 14 เมษายน วันเนา ถือเป็นวันครอบครัว และเป็นวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าอยู่ราศีเมษประจำที่เรียบร้อยแล้วสู่ราศีเมษ

3. วันที่ 15 เมษายน วันเถลิงศก เป็นวันที่เริ่มเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็นอีกวันที่นิยมเข้าวัด ทำบุญตักบาตร นอกจากนี้ยังมีการก่อเจดีย์ทราย และเล่นน้ำสงกรานต์

4. คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “สํ-กรานต” ซึ่งแปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น หรือผ่าวผ่าน โดยมีนัยความหมายว่า การเข้าสู่ศักราชราศีใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่นั้นเอง

5. สงกรานต์เป็นประเพณีที่มีการฉลองในอีกหลายประเทศในเอเชีย ได้แก่ ประเทศลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนาม และมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกา และทางตะวันออกของประเทศอินเดีย

6. การทำบุญตักบาตรในวันสงกรานต์ โดยจัดเตรียมอาหาร ไปตักบาตรถวายพระที่วัด หรือตามสถานที่ที่จัดงาน นับว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตนเอง และอุทิศส่วนกุศลนั้นให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

7. การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เป็นการขอขมา และอวยพร-รับพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลในวันปีใหม่ไทยนี้ โดยการนำพวงมาลัยมามอบ และนำน้ำอบน้ำปรุงมาเจือด้วยน้ำธรรมดา รดบนมือพวกท่าน

8. การสรงน้ำพระ เป็นการนำพระพุทธรูปที่บ้านมาทำความสะอาด และเตรียมรดน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านและครอบครัว และควรหาโอกาสไปสรงน้ำที่วัดหรือสถานที่ที่มีการจัดให้สรงน้ำพระสงฆ์เพิ่มเติมด้วย

9. การขนททรายเข้าวัด ในทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาคให้พบแต่ความสุข ความเจริญ เงินทองไหลมาเทมา แต่ก็มีบางพื้นที่มีความเชื่อว่า การนำทรายที่ติดเท้าออกจากวัดเป็นบาป

10. การเล่นน้ำสงกรานต์ ความเชื่อดั้งเดิม การใช้น้ำเป็นตัวแทน ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น ปัจจุบันมีการเล่นสาดน้ำ ประแป้ง คลายความร้อนในช่วงเมษายนนี้

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับเกร็ดความรู้ความเชื่อในวันสงกรานต์ที่เรานำมาฝากกัน ต้องบอกเลยว่าเทศกาลสงกรานต์ เป็นเทศกาลสำคัญ และเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวกับครอบครัวด้วย ซึ่งเทศกาลสงกรานต์ นอกจากจะเป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และต้อนรับสิ่งดี ๆ แล้ว เทศกาลสงกรานต์ ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ได้ทำกันอีกด้วย ดังนั้น สำหรับใครที่เดินทางกลับบ้าน หรือเดินทางท่องเที่ยว ก็ขอให้สนุก มีความสุข เดินทางปลอดภัย และดูแลตัวเองป้องกันโควิด-19 กันด้วยนะคะ

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint

Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

รูปภาพ: tielandtothailand.com , thethaiger.com และ nairobroo.com

กระดาษอาร์ตการ์ดคืออะไร เหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง

กระดาษ เป็นอีกสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำงานพิมพ์เช่นเดียวกัน เพราะกระดาษก็มีหลายชนิด และแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ในการทำงานพิมพ์จึงต้องเลือกกระดาษให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน แต่เนื่องจากกระดาษมีอยู่หลายชนิด วันนี้เราจึงจะพาคุณไปทำความรู้จักกับกระดาษอาร์ตการ์ด ซึ่งเป็นกระดาษที่มีคุณสมบัติที่หลากหลาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายทาง ถ้าอยากรู้แล้วว่ากระดาษอาร์ตการ์ด มีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะกับงานพิมพ์ประเภทใดบ้าง ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

ทำความรู้จักกระดาษอาร์ตการ์ด

กระดาษอาร์ตการ์ด คืออะไร?

กระดาษอาร์ต เป็นกระดาษเนื้อแน่นที่ผ่านการเคลือบผิวให้เรียบ มีทั้งแบบผิวเรียบด้านเดียว และแบบผิวเรียบทั้งสองด้าน สามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีกหลายประเภท ทั้งกระดาษอาร์ตมัน กระดาษอาร์ตด้าน กระดาษอาร์ตการ์ด เป็นต้น ซึ่งกระดาษอาร์ตเหมาะกับการพิมพ์สีหรืองานพิมพ์ที่เน้นความสวยงาม เช่น งานพิมพ์โปสเตอร์ โปสต์การ์ด ปกหนังสือ ใบปลิว บรรจุภัณฑ์ และแผ่นพับ เป็นต้น

กระดาษอาร์ตการ์ด (Art Card Paper) เป็นกระดาษเนื้อแน่น มีพื้นผิวที่สามารถทำให้เรียบเนียนทั้งสองด้าน หรือด้านเดียวก็ได้โดยถือเป็นกระดาษที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะในตัวเองและสีที่ได้ออกมานั้นจะมีความสด สีสวย กว่ากระดาษชนิดอื่น ทั้งนี้กระดาษอาร์ตการ์ด เป็นกระดาษที่มีลักษณะผิวหน้าคล้ายกระดาษอาร์ต แต่มีความหนาเพิ่มขึ้น โดยจะแบ่งได้อีกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • กระดาษอาร์ตการ์ดมัน 2 หน้า เป็นกระดาษผิวเรียบ และมันเงาเหมือนกันทั้ง 2 ด้าน โดยมีน้ำหนักตั้งแต่ 190-360 แกรม ทั่วไปจะใช้สำหรับงานพิมพ์ประเภท โปสเตอร์ โปสการ์ด ปกหนังสือ แฟ้มเอกสาร ซึ่งสามารถเลือกใช้แกรมได้ตามความชอบ แต่ที่มักนิยมใช้กันจะอยู่ที่ประมาณ 230-260 แกรม
  • กระดาษอาร์ตการ์ดมัน 1 หน้า  เป็นกระดาษผิวด้านหน้าเรียบเป็นมันเงา ส่วนด้านหลังจะมีผิวด้าน และหยาบเล็กน้อย โดยมีน้ำหนักตั้งแต่ 190-400 แกรม ซึ่งกระดาษชนิดนี้จึงเหมาะสำหรับพิมพ์งานประเภทกล่องใส่เครื่องสำอางค์ กล่องใส่สินค้าต่าง ๆ ที่ต้องการความแข็งแรง และยังให้ความสวยงามเป็นพิเศษ รวมถึงผิวสัมผัสของเนื้อกระดาษที่เรียบเนียน และให้สีดูสดใส

กระดาษอาร์ตการ์ดเหมาะกับงานพิมพ์แบบไหนบ้าง?

นามบัตร 

นามบัตร นิยมใช้กระดาษอาร์ตการ์ดหรือกระดาษการ์ดขาว ที่มีความหนาระหว่าง 210–300 แกรม และนามบัตร ไม่ควรบางหรือหนาเกินไป จะทำให้จัดเก็บลำบาก หรือหักงอง่าย แต่สามารถเคลือบ PVC เพิ่มได้

โปสเตอร์ 

โปสเตอร์ นิยมใช้กระดาษอาร์ตการ์ด แบบหนาที่มีความหนาระหว่าง 190–350 แกรม และยังสามารถเคลือบเพิ่มได้ นอกจากนี้โปสเตอร์ ยังสามารถใช้กระดาษอาร์ตด้าน และกระดาษอาร์ตมัน แบบบางที่มีความหนาระหว่าง 120-157 แกรมได้อีกด้วย

การ์ดต่าง ๆ

การ์ดต่าง ๆ นิยมใช้กระดาษอาร์ตการ์ดหรือกระดาษการ์ดขาว ที่มีความหนาตั้งแต่ 250 แกรมขึ้นไป เพราะกระดาษอาร์ตการ์ดมีผิวกึ่งเงา และมีความหนาให้เลือกหลายระดับ อีกทั้งยังสามารถเคลือบ PVC เพิ่มเพื่อความสวยงาม หรือทำเทคนิคพิเศษอื่น ๆ

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร เมนูเครื่องดื่ม นิยมใช้กระดาษอาร์ตการ์ด ที่ความหนาตั้งแต่ 250-350 แกรม โดยใช้ความหนาเท่ากันทั้งเล่ม เพื่อความแข็งแรง ทนทานต่อการใช้งาน และเคลือบ PVC เพิ่ม ที่สามารถกันน้ำได้ ทั้งนี้ยังมีการเข้าเล่มให้เลือกหลากหลายรูปแบบอีกด้วย

นิตยสาร, แค็ตตาล็อก และโฟโต้บุ๊ค

นิตยสาร, แค็ตตาล็อก และโฟโต้บุ๊ค นิยมใช้กระดาษอาร์ตการ์ด ที่มีความหนาตั้งแต่ 190–300 แกรม และเคลือบ PVC เพิ่ม ส่วนเนื้อในชนิดกระดาษที่นิยมจะเน้นผิวเงา และผิวด้าน ได้แก่ กระดาษอาร์ตมัน และกระดาษอาร์ตด้าน ความหนาตั้งแต่ 105-157 แกรม ผิวกระดาษเนียนสวย พิมพ์ออกมาแล้วได้สีสันสวยงามโดยที่ไม่ต้องเคลือบเพิ่ม

กล่องบรรจุภัณฑ์

กล่องบรรจุภัณฑ์ นิยมใช้กระดาษอาร์ตการ์ด 300-350 แกรม เมื่อขึ้นรูปประกอบเป็นกล่องแล้วจะได้รูปทรงที่ดูแข็งแรงสวยงาม ไม่บุบหรือฉีกขาดง่าย และควรเคลือบ PVC ด้านนอกกล่องเพิ่มด้วย เพื่อกันรอยแตกบริเวณเส้นพับของกล่อง ซึ่งเหมาะสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใส่สินค้าหรือของใช้ทั่วไปที่มีน้ำหนักไม่มาก

สรุป

กระดาษอาร์ตการ์ด เป็นกระดาษอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาทำงานพิมพ์ได้หลากหลายประเภท ดังนั้น สำหรับท่านใดที่สนใจอยากทำงานพิมพ์ต่าง ๆ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบและผลิตงานพิมพ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นามบัตร โปสเตอร์ การ์ดต่าง ๆ เมนูอาหาร นิตยสาร แค็ตตาล็อก โฟโต้บุ๊ค กล่องบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ทุกรูปแบบ ทุกประเภท โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับ Thaidigitalprint

Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

Exit mobile version