รวมสถานที่รับบริจาคสิ่งของเหลือใช้…ได้บุญ ได้ประโยชน์

เชื่อว่าหลาย ๆ คน อาจจะเคยเจอปัญหาของล้นบ้าน ทั้งของที่ใช้แล้ว ละยังไม่ได้ใช้ แต่จะเอาไปทิ้งก็เสียดาย ดังนั้น วันนี้เราเลยจะแนะนำสถานที่รับบริจาคสิ่งของเหลือใช้ ที่คุณสามารถนำสิ่งของต่าง ๆ ไปบริจาคได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หนังสือต่าง ๆ ตุ๊กตา ของเล่น เครื่องดนตรี อุปกรณ์กีฬา เป็นต้น ซึ่งองค์กรบริจาคที่เรานำมาฝากก็มีให้เลือกหลากหลาย ซึ่งใครอยากบริจาคแบบไหน ก็สามารถนำไปบริจาคแบบนั้นได้ และนอกจากสิ่งของที่เราเลือกไปบริจาคแล้ว เรายังสามารถซื้อสิ่งของอื่น ๆ ไปบริจาคเพิ่มได้ หรือจะบริจาคเป็นเงินก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้สิ่งของที่นำไปบริจาค ควรเป็นที่ยังใช้ได้ เพื่อให้คนที่รับสิ่งของได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่อีกด้วย

แนะนำสถานที่รับบริจาคสิ่งของเหลือใช้


มูลนิธิกระจกเงา
สิ่งของที่รับบริจาค ได้แก่ ชุดนักเรียน เสื้อผ้าสภาพดี เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หนังสือเรียน หนังสือมือสอง นิตยสาร กระดาษที่ไม่ใช้งานแล้ว เช่น กระดาษA4 กระดาษกล่องลังต่าง ๆ รวมถึงตู้เย็นเก่า ตู้เย็นพัง เพื่อผลิตเป็นตู้ใส่หนังสือ ในชื่อ ตู้หนังสือเย็น ๆ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ ของส่วนหนึ่งจะมอบให้กับผู้ขาดแคลน ชุมชน ผู้ประสบภัยในเมือง และต่างจังหวัด และอีกส่วนจะถูกนำมาระดมทุนที่ร้านแบ่งปันภายในมูลนิธิกระจกเงา
ที่อยู่ในการบริจาค: มูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 191 ซอยวิภาวดี 62 (แยก 4-7) ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210
เบอร์โทรศัพท์: 02-973-2236 ,02-973-2237,02-973-3533 ,02-973-3833
เฟซบุ๊ก: มูลนิธิกระจกเงา
เว็บไซต์: http://www.mirror.or.th/

ปันกัน โดย มูลนิธิยุวพัฒน์
สิ่งของที่รับบริจาค ได้แก่ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หนังสือ เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน เครื่องเรือน ตุ๊กตา ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องดนตรี อุปกรณ์กีฬา และของอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ ซึ่งทางมูลนิธิจะนำไปจำหน่ายในราคาถูกแก่ผู้ที่สนใจเพื่อนำรายได้เป็นทุนการศึกษาแก่เด็กขาดโอกาสในมูลนิธิยุวพัฒน์
ที่อยู่ในการบริจาค: โครงการร้านปันกัน โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ เลขที่ 7 ซอยอ่อนนุช 90 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 10250
เบอร์โทรศัพท์: 02- 301-1096 , 081-903-6639
เฟซบุ๊ก: ปันกัน สังคมแห่งการแบ่งปัน
เว็บไซต์: https://pankansociety.com/

มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย
สิ่งของที่รับบริจาค เป็นสิ่งของอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ เพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาที่กำลังได้รับความเดือดร้อน และยังรับเป็นกระดาษ A4 ที่ใช้แล้วทั้งหน้าเดียว หรือสองหน้า ปฏิทินตั้งโต๊ะปีเก่า ๆ เพื่อนำไปทำสมุดอักษรเบรลล์ให้กับผู้พิการทางสายตา
ที่อยู่ในการบริจาค: สำนักบริหารมูลนิธิฯ เลขที่ 420 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
เบอร์โทรศัพท์: 02-3548365-8, 02-3548370-71
เฟซบุ๊ก: มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์
เว็บไซต์: https://www.blind.or.th/

สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท
สิ่งของที่รับบริจาคประจำเดือน มิถุนายน ได้แก่ ยาฆ่าเชื้อ ยาบรรเทาอาการคัน ยารักาอาการแพ้ ยาแก้ภูมิแพ้ชนิดน้ำ นมผงเด็กแรกเกิด นมผงสำหรับเด็กอายุ 1 ปี ขึ้นไป นมกล่อง UHT รสจืด หน้ากากอนามัย สำหรับเด็ก ปรอทวัดไข้ สายดูดเสมหะ ผ้าขนหนู ข้าวสาร น้ำมันมะกอก ซึ่งของทุกอย่างจะต้องเป็นของสำหรับเด็ก เนื่องจากสิ่งของที่รับบริจาคเหล่านี้ จะนำไปให้เด็ก ๆ ที่อาศัยในสถานสงเคราะห์
ที่อยู่ในการบริจาค: สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท เลขที่ 78 / 24 หมู่ 1 ถนนภูมิเวท ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
เบอร์โทรศัพท์: 02-584-7255
เฟซบุ๊ก: สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท
เว็บไซต์: https://phayathaibabieshome.dcy.go.th/

มูลนิธิบ้านนกขมิ้น
สิ่งของที่รับบริจาค ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา สิ่งของเหลือใช้เสื้อผ้ามือสอง หนังสือ กระเป๋า รองเท้า ของเล่น ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งดี และเสีย ของใช้จิปาถะทั่วไป ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับผู้ขาดแคลน ชุมชน ผู้ประสบภัยในเมืองและต่างจังหวัด และอีกส่วนจะถูกนำมาระดมทุนที่ร้านแบ่งปันภายในมูลนิธิกระจกเงา
ที่อยู่ในการบริจาค: มูลนิธิบ้านนกขมิ้น เลขที่ 89 ซอยเสรีไทย 17 ถนนเสรีไทย แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240
เบอร์โทรศัพท์: 02-375-6497, 02-375-2455
เฟซบุ๊ก: มูลนิธิบ้านนกขมิ้น Baannokkamin Foundation
เว็บไซต์: www.baannokkamin.org

องค์กรบริจาคที่เรานำมาฝาก แต่ละองค์กรมีความต้องการสิ่งของที่ทั้งเหมือนกัน และแตกต่างกัน ซึ่งคุณสามารถเลือกองค์กรที่คุณอยากบริจาคได้ หรือจะกระจายสิ่งของไปบริจาคกับองค์กรอื่น ๆ ที่ต้องการสิ่งของเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งการบริจาคสิ่งของ นอกจากจะช่วยให้คุณสามารถจัดห้อง จัดระเบียบชีวิตได้มากขึ้นแล้ว ยังทำให้คุณได้ทำบุญ และทำให้คุณจิตใจปลอดโปร่งโล่งอีกด้วย

Trick หุ่นดี ผิวสวย ช่วยลดน้ำหนักได้ ด้วยการดื่มน้ำเปล่า

น้ำเปล่า เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ที่สุดของร่างกาย เนื่องจากน้ำทำหน้าที่ขับเคลื่อนหลายระบบในร่างกาย และช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้เซลล์ เพื่อที่จะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ น้ำยังมีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยคลายร้อน ช่วยลดน้ำหนัก ลดสิว แถมได้ผิวสวยอีกด้วย ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำ Trick หุ่นดี ผิวสวย ช่วยลดน้ำหนักได้ด้วยการดื่มน้ำเปล่า ว่าแต่จะต้องดื่มน้ำช่วงไหนบ้าง แล้วต้องดื่มน้ำกี่แก้ว ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

วิธีดื่มน้ำเปล่า เพื่อหุ่นดี ผิวสวย หน้าใส


ดื่มน้ำหลังตื่นนอน
หลังจากตื่นนอน ให้ดื่มน้ำทันที 2 แก้ว ในขณะที่ท้องว่าง ซึ่งจะช่วยในการดีท็อกซ์ลำไส้ ขับถ่ายคล่องแล้ว และทำให้ผิวใสอีกด้วย

ดื่มน้ำก่อนอาหารเช้า
ก่อนทานอาหารเช้า 30 นาที ให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว เพราะน้ำเปล่าจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ขึ้น แถมยังช่วยให้อิ่มเร็วขึ้นอีกด้วย


ดื่มน้ำช่วงสาย ๆ
ช่วงสาย ๆ หรือหลังจากทานอาหารเช้าไปแล้ว 1 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อให้ร่างกายเริ่มทำงานเต็มที่ในช่วงเวลานี้ ดื่มน้ำเปล่าจะช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย และจะช่วยย่อยอาหารได้ดี


ดื่มน้ำก่อนอาหารกลางวัน
ก่อนทานอาหารกลางวัน 30 นาที ให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว เพื่อจะช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และป้องกันการทานอาหารมากเกินไป และหลังจากทานอาหารเสร็จ ให้จิบน้ำล้างปากได้เล็กน้อย


ดื่มน้ำหลังอาหารกลางวัน
หลังทานอาหารกลางวันไปแล้ว 1 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว จะช่วยย่อยอาหารได้ดี และน้ำเปล่าจะช่วยขับของเสียออกจากร่างกายด้วย


ดื่มน้ำก่อนอาหารเย็น
ก่อนทานอาหารเย็น 30 นาที ให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว จะช่วยลดความอยากอาหาร และช่วยให้อาหารย่อยง่ายขึ้น
ดื่มน้ำช่วง 19.00-21.00 น.


ในช่วงหัวค่ำ เวลา 19.00-21.00 น. ให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว โดยใช้การจิบน้ำไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ระบบเลือด ระบบลำไส้ทำงานได้ดี และช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก ผิวพรรณสวยผ่องขึ้น


ดื่มน้ำก่อนนอน
ก่อนนอน 1 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว เพื่อจะช่วยล้างสิ่งตกค้างในลำไส้ ทั้งนี้เมื่อตื่นเช้ามารับรองพุงแบนแน่นอน

การดื่มน้ำในแต่ละวัน ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อจะช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกายของเราให้ลงได้ และถ้าดื่มก่อนมื้ออาหาร ก็จะช่วยลดความอยากอาหารลงได้ อีกทั้งยังช่วยในการย่อยอาหารให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไป เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักได้ ดังนั้น จึงควรดื่มน้ำให้พอดี ๆ เพียงพอกับร่างกายของตัวเองในแต่ละวันนะคะ

How to… เตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปฉีดวัคซีนโควิด-19

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากระลอกแรกสู่ระลอกที่ 3 ทำให้มีผู้ติดเชื้อขยายไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ซึ่งในตอนนี้มีการกำหนดช่วงเวลาของการลงทะเบียนฉีดวัคซีนไว้เรียบร้อยแล้ว และได้เริ่มมีการกระจายฉีดวัคซีนไปในหลาย ๆ กลุ่ม เริ่มตั้งแต่กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง กลุ่มแพทย์ พยาบาล กลุ่มพื้นที่เสี่ยงสีแดง และได้เริ่มทยอยฉีดให้กับประชาชนทั่วไปแล้ว ซึ่งในการเข้ารับวัคซีนโควิด-19 หลายคน ๆ ก็ยังคงกังวลในเรื่องการเตรียมตัว การปฏิบัติทั้งก่อน และหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งในวันนี้เราจึงจะมาแนะนำการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปฉีดวัคซีนโควิด-19 กันค่ะ


ก่อนฉีดวัคซีน
1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และงดออกกำลังกายหนัก สองวันก่อนฉีดวัคซีน
2. วันที่ฉีดควรดื่มน้ำอย่างน้อย 3-5 แก้ว และงดของที่มีคาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3. รับประทานอาหารให้เรียบร้อย หากมียารักษาโรคประจำตัวก็ให้รับประทานได้เลย
4. หากเจ็บป่วย มีไข้ ไม่สบาย ให้เลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
วันฉีดวัคซีนโควิด
1. ลงทะเบียน วัดไข้ วัดความดันโลหิต และชีพจร รวมถึงซักประวัติ คัดกรอง และประเมินความเสี่ยงก่อน ซึ่งต้องลงนามในหนังสือยินยอมด้วย
2. รับการฉีดวัคซีน ควรฉีดเข้ากล้ามเนื้อแขนที่ไม่ค่อยถนัด
3. หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอสังเกตอาการในบริเวณสถานที่ฉีดอีก 30 นาที รับบัตร และเอกสารปฏิบัติตัวหลังฉีดวัคซีน พร้อมสแกนไลน์หมอพร้อม
หลังฉีดวัคซีนโควิด
1. หลังจากฉีดวัคซีน 1-2 วัน อาจมีไข้ ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณฉีด อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อได้
2. ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมากจนทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ด ให้ห่างกัน 6 ชั่วโมง ห้ามกินยาจำพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด
3. หากมีอาการอื่น ๆ เช่น มีไข้สูงมาก มีผื่นลมพิษ หน้ามืด เป็นลม แขนขาอ่อนแรง หรือเจ็บหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์ หรือโทร 1669 ทันที
ทั้งนี้สำหรับคนที่ได้รับวัคซีนไปแล้ว ก็ยังคงต้องดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงไปในพื้นที่แออัด เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร เพื่อป้องกันตนเองจากการรับเชื้อโควิด-19ค่ะ

กักตัวอยู่บ้าน ทำขนมง่าย ๆ ด้วยไมโครเวฟ

อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยในตอนนี้ ยังคงมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 อยู่ทุกวัน ซึ่งในแต่ละวันมีจำนวนผู้ติดเชื้อค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงทำให้หลาย ๆ คน ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน ไม่ออกไปไหน และอาจจะทำให้รู้สึกเบื่อ ดังนั้น วันนี้เราเลยจะมาแนะนำเมนูขนมทำง่าย ทำได้ด้วยไมโครเวฟเครื่องเดียว ไว้ทำเป็นกิจกรรมแก้เบื่อ แถมยังไม่ได้ฝึกการทำขนมเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ว่าแต่จะมีเมนูอะไรน่าสนใจบ้าง ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

คุกกี้นูเทลล่า

วัตถุดิบ
ไข่แดง 1 ฟอง
นูเทลล่า 150 กรัม
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 70 กรัม
ดาร์กช็อกโกแลต
วิธีทำ
1. นำนูเทลล่าออกมาพักในอุณหภูมิห้อง 20 นาที จากนั้นนำนูเทลล่าลงไปในถ้วย และใส่ไข่แดงมาผสมให้เข้ากัน
2. ใส่แป้งสาลีอเนกประสงค์ลงไปถ้วยผสม จากนั้นคนส่วนผสมให้เข้ากัน โดยให้แป้งมีลักษณะเหนียวสามารถปั้นเป็นก้อนได้
3. นำแป้งมาปั้น เป็นรูปคุกกี้ โดยสอดไส้ด้วยดาร์กช็อกโกแลตไว้ตรงกลาง
4. นำแป้งคุ้กกี้ที่ได้ เข้าไมโครเวฟ 600 วัตต์ ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที หลังจากนั้นนำออกจากเตาอบ พร้อมทานได้เลย

บราวนี่

วัตถุดิบ
แป้งสาลีอเนกประสงค์ ¾ ถ้วยตวง
ไข่ไก่ 2 ฟอง
เนย 3/4 ถ้วยตวง (150 กรัม)
ผงโกโก้ 2/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทรายป่นละเอียด 2 ถ้วยตวง
กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา
เกลือป่น ¼ ช้อนชา
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ หรือช็อกโกแลตชิพ ตกแต่งหน้าบราวนี่
วิธีทำ
1. เริ่มจากร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ และเกลือลงในภาชนะที่เตรียมไว้
2. นำน้ำตาลทราย และผงโกโก้มาผสมกันแล้วร่อน จากนั้นนำไปผสมกับแป้งที่ร่อนไว้ก่อนหน้านี้
3. ละลายเนยในไมโครเวฟ ทิ้งไว้ให้พออุ่น และตอกไข่ใส่ชาม ตีให้เข้ากัน เติมกลิ่นวานิลลาลงไป
4. จากนั้นนำไปผสมทั้งหมดกับส่วนผสมแห้งที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากันจนเนื้อเนียน
5. เพิ่มช็อกโกแลตชิพ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หรืออัลมอนด์ ได้ตามใจชอบ
6. นำถ้วยที่สามารถเข้าไมโครเวฟมาทาเนยให้ทั่ว เทส่วนผสมทั้งหมดลงไปในถ้วย
7. นำถ้วยเข้าเตาไมโครเวฟให้ใช้ไฟแรงสุดเป็นเวลา 5 – 7 นาที หรือใช้ไฟ 450 วัตต์ อบทีละ 1 นาทีจนสุก หลังจากนั้นนำออกจากไมโครเวฟ พร้อมทานได้

บานอฟฟี่พาย

วัตถุดิบ
แครกเกอร์ 80 กรัม
เนยจืดละลาย 50 กรัม
น้ำตาลทราย 30 กรัม
น้ำเปล่า 20 กรัม
น้ำร้อน 20 กรัม
นมข้นหวาน 60 กรัม
กล้วยหอม 2 ลูก
วิปปิ้งครีม 150 กรัม
ผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1. บดแครกเกอร์ผสมกับเนยละลาย คนให้เข้ากัน นำใส่ในฐานภาชนะ กดให้แน่น นำไปแช่เย็น ประมาณ 20-30 นาที พอให้เนยแข็งตัว
2. ทำซอสคาราเมล เริ่มจากละลายน้ำตาลทรายกับน้ำเปล่า นำเข้าไมโครเวฟไฟแรง 800 วัตต์ ประมาณ 2-3 นาที ให้น้ำตาลไหม้เป็นสีน้ำตาล
3. จากนั้นนำมา ใส่น้ำร้อน และนมข้นหวาน แล้วคนให้ซอสข้นเหนียวเล็กน้อย พักให้เย็น
4. ใส่กล้วยหอม และซอสคาราเมลต่อจากฐานพาย จากนั้นตีวิปปิ้งครีมให้ตั้งยอด บีบวิปปิ้งครีมต่อจากส่วนผสมกล้วย แล้วโรยด้วยผงโกโก้ พร้อมทานได้

ช็อกบอล

วัตถุดิบ
ขนมปัง 20 แผ่น
ผงโกโก้ 1/2
ช็อคโกแลต 1 ถ้วยตวง
น้ำมันพืช (ไว้ผสมช็อคโกแลตถ้าข้นเกินไป)
ช็อคโกแลต
บานาน่าช็อกโกแลต
โกโก้ครั้นช์
คอนเฟลกซ์
เม็ดน้ำตาลสี
อัลมอลด์สไลด์ อบสุกแล้ว
วิธีทำ
1. นำขนมปังไปปั่นให้ละเอียด เมื่อปั่นละเอียดแล้ว ใส่โกโก้ตามลงไป ปรับความเข้มตามใจชอบ แล้วปั่นเข้าด้วยกัน เสร็จแล้วเทใส่ชามผสม
2. นำช็อกโกแลตเข้าไมโครเวฟครั้งละ 30 วินาที – 1 นาที เอาออกมาคน จนกว่าจะละลายดี เมื่อช็อกโกแลตละลายดีแล้ว นำไปผสมในชามขนมปัง คลุกเคล้าไปมาให้เข้ากัน
3. เมื่อเข้ากันดีแล้ว ให้ปั้นเป็นรูปทรงกลม แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง
4. ระหว่างรอช็อกบอลเซ็ตตัว ให้เวฟช็อคโกแลตรอจนละลายดี
5. ใช้ไมเสียบลูกชิ้น เสียบช็อกบอลไว้ แล้วนำไปเคลือบช็อกโกแลตที่เตรียมไว้
6. โรยด้วยคอนเฟลกซ์ ตกแต่งช็อกบอลตามชอบ พร้อมทานได้

เค้กช็อกโกแลต

วัตถุดิบ
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง
เนยสด 1/2 ถ้วยตวง
นมสด 1/3 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
ไข่ไก่ 1 ฟอง
ผงโกโก้ 5 ช้อนโต๊ะ
เบคกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
ผงฟู 1/4 ช้อนชา
เบคกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
วานิลลา 1/2 ช้อนชา
วิปปิ้งครีม 50 กรัม
ช็อกโกแลต 100 กรัม
วิธีทำ
1. นำน้ำตาลผสมกับผงโกโก้ และเนยสด จากนั้นเอาเข้าไมโครเวฟ 800 วัตต์ เป็นเวลา 2 นาที
2. หลังจากนั้นนำออกมาคนส่วนผสมให้เข้ากัน วางทิ้งไว้ให้พออุ่น ๆ แล้วใส่วานิลลา นมสด และไข่ คนให้เข้ากัน จากนั้นใส่แป้ง ผงฟู และเบคกิ้งโซดา คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน
3. ตักใส่แป้นพิมพ์ ใส่แค่ 1 ใน 3 ของพิมพ์ เพราะเนื้อเค้กจะฟูขึ้นเป็น 3 เท่าตัว
4. นำเข้าไมโครเวฟใช้ไฟแรง 600 วัตต์ เป็นเวลา 1.30 นาที เพียงเท่านี้เป็นอันเสร็จส่วนของเนื้อเค้ก
5. ทำหน้าเค้ก โดยนำช็อโกแลตกับวิปปิ้งครีมผสมกัน จากนั้นนำเข้าไมโครเวฟ ใช้ไฟแรง 800 วัตต์ เป็นเวลา 1.30 นาที
6. นำหน้าเค้กตกแต่งเนื้อเค้ก ถือเป็นอันเสร็จสิ้น พร้อมทาน

เป็นยังไงกันบ้างคะกับเมนูทั้งหมดที่เรานำมาฝาก ต้องบอกเลยว่าแต่ละเมนูน่าทานทั้งนั้นเลยค่ะ แถมทำได้ง่าย ๆ แค่ใช้ไมโครเวฟ และใครที่ชอบเมนูไหนก็สามารถนำสูตรที่เรานำมาฝากไปลองทำทานกันดูได้เลยค่ะ หรือจะลองทำทุกเมนูเลยก็ได้นะคะ แต่รับรองว่าทุกเมนูอร่อยแน่นอนค่ะ

แจกพิกัดเล่นเซิร์ฟสเก็ตสุดฮิต 9 สถานที่ในกรุงเทพ

กีฬาที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก เซิร์ฟสเก็ต (Surf Skate) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสเก็ตบอร์ด แต่ก็มีความต่างอยู่เล็กน้อย โดยเซิร์ฟสเก็ต เป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ที่มีความท้าทายสูง สามารถเล่นคนเดียวได้ และมีอุปกรณ์ไม่เยอะ ซึ่งสำหรับใครที่กำลังหาที่เล่นเซิร์ฟสเก็ตอยู่ล่ะก็ วันนี้เราจะมา แจกพิกัดเล่นเซิร์ฟสเก็ตสุดฮิต 9 สถานที่ ในกรุงเทพกันค่ะ จะมีที่ไหนบ้าง ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

9 พิกัดเล่นเซิร์ฟสเก็ต ฟรี ทั่วกรุงเทพ

  1. CentralWorld

ที่นี่เปิดพื้นที่ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองกว่า 1,000ตารางเมตร ให้เป็นแลนด์มาร์ก ลานสเก็ต เพื่อให้สายเซิร์ฟมาสนุกกันได้ และที่นี่ยังสอนฟรี มีแผ่นให้ยืมเล่น อีกทั้งยังมีบริการ Wifi ฟรี, มีบริการน้ำดื่ม, จุดปฐมพยาบาล และบริการถ่ายภาพโดยช่างภาพมืออาชีพอีกด้วย นอกจากนี้ยังเดินทางง่ายสุด ๆ เพราะมีทั้งรถไฟฟ้า และรถเมล์ผ่าน

ที่อยู่ถนนพระรามที่ 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

วันเวลาทำการลานสเก็ตเปิด ทุกวัน เวลา 16.00 น. – 21.00 น.

 

  1. CentralPlaza Lardprao

ได้จัดลานสเก็ตที่ชั้น 1 ให้เล่นกันสนุก ๆ ทั้งเซิร์ฟสเก็ต สเก็ตบอร์ด ลองบอร์ด และที่นี่ยังสอนฟรี มีแผ่นให้ยืมเล่น อีกทั้งยังมีบริการ Wifi ฟรี,มีบริการน้ำดื่ม,จุดปฐมพยาบาล และบริการถ่ายภาพโดยช่างภาพมืออาชีพอีกด้วย

ที่อยู่: ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

วันเวลาทำการ: ลานสเก็ตเปิด ทุกวัน เวลา 16.00 น. – 21.00 น.

 

  1. Huamark Skatepark

ที่นี่เป็นสนามกีฬาของสมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย ดังนั้น ที่นี่จึงมีอุปกรณ์ครบครัน พร้อมคำแนะนำดี ๆ จากนักเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่มีประสบการณ์ เป็นแหล่งรวบรวมมิตรภาพ และแหล่งหัดเล่นของเซิร์ฟสเก็ตมือใหม่ได้เป็นอย่างดี

ที่อยู่: ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

วันเวลาทำการ: เปิดทุกวัน เวลา 09.00 น. – 21.00 น.

 

  1. สวนรถไฟ (สวนวชิรเบญจทัศ)

อีกหนึ่งจุดที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการไป เซิร์ฟสเก็ต และ สเก็ตบอร์ด ค่ะ เพราะรายล้อมไปด้วยต้นไม้ บรรยากาศดี อากาศก็ดี และยังมีบริเวณที่กว้างขวางอีกด้วย และหากใครเล่นไม่เป็น ที่นี่ยังมีชมรมคอยให้คำแนะนำ และส่วนใครไม่มีบอร์ดที่นี่ก็มีให้ยืมลองเล่นก่อนได้อีกด้วย

ที่อยู่: ถนนกำแพงเพชร 3 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

วันเวลาทำการ: เปิดทุกวัน เวลา 06.00 น. – 20.30 น.

 

  1. ตลาดนัดมะลิ เลียบด่วนเมืองทอง

ที่นี่นอกจากจะเป็นตลาดขายของต่าง ๆ แล้ว ที่นี่ยังเปิด ลานสเก็ต ให้สายกีฬา เซิร์ฟสเก็ต สเก็ตบอร์ด ทั้งหลาย ได้มารวมตัวกัน โชว์ลีลาท่าสวยกันได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีกูรูที่คอยแนะนำเทคนิคการเล่นให้อีกด้วย

ที่อยู่: ซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 39 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

วันเวลาทำการ: เปิดทุกวัน เวลา 18:00 น. – 22:00 น.

 

  1. The Crystal เลียบด่วนรามอินทรา

ลานสเก็ตบอร์ดของที่นี่ จัดที่ลานจอดรถชั้น 8 และชั้นลอยของห้าง ซึ่งนอกจากจะมีพื้นที่กว้างมาก ๆ แล้ว ยังมีวิวสวย ๆ ให้ได้มากินลมชมวิวไปด้วย เล่นเซิร์ฟสเก็ตกันไปด้วย

ที่อยู่: ลานจอดรถชั้น 8 และชั้นลอย เดอะ คริสตัล ถนนประดิษฐ์มนูธรรม แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

วันเวลาทำการ: ลานสเก็ตเปิด เวลา 16.00 น. – 22.00 น.

 

  1. Mega Bangna

ลานลานสเก็ตของที่นี่จดบนชั้นดาดฟ้า อาคารจอดรถอิเกีย บริเวณชั้น 4 เมกาบางนา ซึ่งเปิดพื้นที่ในการเล่นสเก็ตทุกประเภท

ที่อยู่: ชั้นดาดฟ้า อาคารจอดรถอิเกีย ชั้น 4 เมกาบางนา ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

วันเวลาทำการ: ลานสเก็ตเปิด เวลา 16.00 น. – 22.00 น.

 

  1. สนามหลวง

ที่นี่เป็นลานสเก็ตใจกลางพระนคร ที่เปิดให้สายเอ็กซ์ตรีม มาเซิร์ฟสเก็ต กันได้อย่างเต็มที่ เพราะที่นี่มีลานที่กว้างขวาง อากาศปลอดโปร่งโล่งสบาย ลมก็เย็น แถมได้เห็นวิวสวย ๆ ของวัดพระแก้ว และพระบรมมหาราชวังอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถมาวิ่งหรือปั่นจักรยานได้

ที่อยู่: ถนนราชดำเนินกลาง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

วันเวลาทำการ: เปิดทุกวัน เวลา 18:00 น. – 22:00 น.

 

  1. สะพานพระราม 8

ที่นี่เป็นที่เล่นสเก็ตบอร์ดเปิด 24 ชั่วโมง อยากเล่นตอนไหนก็มาเล่นได้เลย นอกจากนี้ที่นี่ยังมีพื้นที่กว้าง ลมพัดเย็นสบาย มีวิวแม่น้ำให้ได้ชมอีกด้วย

ที่อยู่: ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

วันเวลาทำการ: เปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 21.00 น.

ใครอยู่ใกล้ที่ไหนก็สามารถไปเล่นกันได้เลยค่ะ เพราะแต่ละที่ฟรี แถมยังเดินทางได้สะดวกอีกด้วย ทั้งนี้ การเล่นเซิร์ฟสเก็ต ควรหาซื้ออุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกนิรภัย สนับแขน และสนับเข่า เป็นต้น เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และป้องกันการบาดเจ็บได้ค่ะ

รวม 5 เว็บทำ Presentation ฟรี!! ใช้งานง่าย สวยแบบมืออาชีพ

สำหรับคนที่ทำงานในสายที่ต้องพรีเซ้นต์งานให้กับหัวหน้า หรือ ลูกค้า บ่อย ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากเนื้อหาในการพรีเซ้นต์งานแล้ว ก็คือ ตัวสไลด์ หรือตัว Presentation ที่เตรียมไปนำเสนอ ซึ่งถ้าคุณทำออกมาได้โดดเด่น และน่าสนใจ ก็จะช่วยให้ผู้ฟัง สนใจที่จะรับฟังการพรีเซ้นต์งานของคุณขึ้นอีกด้วย ดังนั้น วันนี้เราเลยรวม 5 เว็บทำ Presentation ฟรี!! ใช้งานง่าย สวยแบบมืออาชีพมาฝากกันค่ะ

แนะนำเว็บไซต์ทำ Presentation สวย ๆ ทำง่าย ๆ แถมฟรีด้วย

Canva

เป็นเว็บไซต์ที่ลูกเล่นเยอะ ใช้งานง่าย ทำได้หลากหลาย ไม่ว่าจะทำเป็น Presentation, ออกแบบ Logo,ภาพโปสเตอร์, โฆษณา Facebook, รูปภาพลง IG Story, การ์ดแต่งงาน, ใบปลิว, หน้าปกคลิปยูทูป ฯลฯ นอกจากเว็บไซต์แล้ว ก็ยังมีเวอร์ชั่นแอปพลิเคชันบนมือถือให้ใช้งานได้ง่ายอีกด้วย

ดาวน์โหลดได้ที่: https://www.canva.com/

Slidesgo

เป็นเว็บไซต์ที่เหมาะกับนักพรีเซ้นต์เป็นอย่างมาก เพราะมีรูปแบบที่หลากหลาย มีสีสันสวยงาม และทางเว็บไซต์มีหมวดหมู่ที่หลากหลายให้ได้เลือกใช้ เช่น การศึกษา มาร์เก็ตติ้ง Business เป็นต้น และจุดเด่นของเว็บไซต์นี้ คือ สามารถดาวน์โหลด Template เพื่อไปทำพรีเซ้นต์เทชั่นได้ทั้งในPowerPoint และ Google Slide

ดาวน์โหลดได้ที่: https://slidesgo.com/

Powerpoint Hub

เป็นเว็บไซต์ที่แบ่ง Templateออกไว้เป็นแบบสัดส่วนที่ชัดเจนในหลากหลายสไตล์ ซึ่งทำให้คนที่ทำพรีเซ้นต์ สามารถเลือกดาวน์โหลดไปใช้ได้ นอกจากนี้ Templateพรีเซ้นต์เทชั่นของเว็บไซต์นี้ไม่ได้แจกแค่ layout หรือ Cover บนหน้า slide เท่านั้นนะ แต่ยังมีทั้ง Graph icon และชุดสีสำหรับทำพรีเซ้นต์เทชั่นให้ได้ใช้กันแบบเต็ม ๆ อีกด้วย

ดาวน์โหลดได้ที่: https://www.powerpointhub.com/

Presentation Go

เป็นเว็บไซต์ที่ใช้โทนสีสุภาพ รูปแบบเรียบง่าย สะอาดตา และยังมีTemplate หลากหลายให้ได้เลือกใช้ นอกจากTemplate พาวเวอร์พอยท์แล้ว ก็ยังมีกราฟ ตารางข้อความ และกราฟฟิกเล็ก ๆ รวมถึงตัวอย่างปฏิทินให้เลือกโหลดไปใช้งานได้อีกด้วย

ดาวน์โหลดได้ที่: https://www.presentationgo.com/

Smile Template

เป็นเว็บไซต์ที่เหมาะกับคนชอบทำพรีเซ้นท์ในแนวอินโฟกราฟิก ซึ่งสามารถใช้งานได้ง่าย เอาหลายTemplateมารวมกันเป็นอันเดียวก็ได้ และในเว็บไซต์นี้ ก็ยังมีTemplate อื่น ๆ ไว้ให้ใช้ ไม่ว่าจะทำการ์ด โบรชัวร์ ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ

ดาวน์โหลดได้ที่: https://www.smiletemplates.com/

ทั้ง 5 เว็บไซต์ที่เรานำมาฝาก ล้วนเป็นเว็บไซต์ที่ใช้งานได้ง่าย และแต่ละเว็บไซต์ก็ค่อนข้างหลากหลาย สามารถทำได้หลายอย่าง ซึ่งทำให้คุณสามารถออกแบบ Presentation ได้สวยแบบมืออาชีพแน่นอนค่ะ และที่สำคัญที่สุด ทั้ง 5 เว็บไซต์นี้ คุณสามารถใช้งานได้ฟรี ๆ เลยค่ะ

เทรนด์บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ในปี 2021 ที่เจ้าของแบรนด์ควรรู้

บรรจุภัณฑ์ในปัจจุบัน นอกจากจะสวยงาม โดดเด่น คงทนแล้ว ยังต้องตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการสร้างคุณค่าต่อสังคมด้วย ซึ่งผู้ผลิตหลายเจ้า จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย จะมีบรรจุภัณฑ์ประเภทใดบ้าง ไปชมกันเลยค่ะ

บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

  1. บรรจุภัณฑ์กินได้

บรรจุภัณฑ์กินได้ เป็นบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยให้ปริมาณขยะในประเทศลดลง เนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น หากบรรจุภัณฑ์สามารถรับประทานได้ ก็จะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติก และช่วยโลกได้  ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์กินได้ เช่น ฟิล์มแครอท ที่นำมาห่อลูกอม และผลไม้กวน แก้วน้ำกินได้ ที่ทำจากสาหร่ายทะเล และสารอินทรีย์ที่ให้ความหวาน สี และรสชาติก็มาจากผัก และผลไม้ สามารถนำมาใส่เครื่องดื่ม และกัดกินได้ทั้งใบ

  1. บรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์

บรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์  เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การออกแบบโหลน้ำผึ้งที่มีรูปทรงหกเหลี่ยม ซึ่งสามารถเป็นตัวแทนของน้ำผึ้ง และยังสามารถนำมาวางซ้อนกันเป็นรูปทรงของรังผึ้งได้ด้วย หรือที่้แขวนชาทรงไม้แขวนเสื้อ เป็นต้น นอกจากนี้บรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์  ยังเป็นตัวแทนที่สามารถสื่อสารแบรนด์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

  1. บรรจุภัณฑ์ไบโอ

บรรจุภัณฑ์ไบโอ เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ สามารถปลูกหมุนเวียน และทดแทนกันได้โดยใช้ระยะเวลาอันสั้น เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสําปะหลัง โดยมีคุณสมบัติสามารถย่อยสลายได้เอง ซึ่งถือเป็นการลดการทำลายสิ่งแวดล้อม และปริมาณขยะจากการใช้พลาสติก ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์ไบโอ เช่น หลอดกระดาษ กล่องกระดาษ ที่ทำมาจากชานอ้อย

  1. บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล

บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เกิดจากการนำขยะมารีไซเคิล ทั้งขยะพลาสติก โลหะ ขยะอีคอมเมิร์ซจำนวนมาก เช่น กระดาษจากกล่องบรรจุสินค้าออนไลน์ กล่องไปรษณีย์ เป็นต้น โดยนำไปผ่านกระบวนการแปรสภาพ โดยเฉพาะการหลอม เพื่อให้เป็นวัสดุใหม่แล้วนำกลับมาใช้ได้อีก ซึ่งวัสดุที่ผ่านการแปรสภาพนั้นอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์เดิมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ได้ ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล เช่น ขวดน้ำอัดลม ที่เปลี่ยนมาใช้ขวดพลาสติกพีอีทีแบบใส เพื่อให้สามารถนำขวดพลาสติกเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดเติม ได้ใช้เม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนชนิดพิเศษ ที่สามารถรีไซเคิลได้อย่างสมบูรณ์

บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดล้วนเป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ที่จะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกได้ เพราะบรรจุภัณฑ์บางชนิดสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และบรรจุภัณฑ์บางชนิดสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ จึงช่วยให้ปริมาณขยะในโลกลดลงได้อีกด้วย

รู้จักกับความแตกต่างของโหมดสี RGB และ CMYK

โหมดสี RGB และ CMYK เป็นโหมดสีในการทำงานพิมพ์ และการออกแบบ ซึ่งทั้งสองโหมดนี้ เมื่อมองผิวเผินอาจดูไม่แตกต่างกัน เพราะเป็นโหมดสีเหมือนกัน แต่ความเป็นจริงแล้วทั้งสองโหมดสีนี้มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นที่มาของสี ลักษณะของสี และการนำไปใช้งาน ซึ่งในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับค่าสีที่แตกต่างกัน ระหว่าง RGB และ CMYK และทั้งสองโหมดสีนี้จะมีผลกับงานพิมพ์อย่างไรบ้าง ไปหาคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ

โหมดสี RGB
RGB เป็นสีที่ใช้สำหรับการแสดงผลบนหน้าจอชนิดต่าง ๆ อย่าง หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือ หน้าจอโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสี RGB ประกอบด้วยแม่สี 3 สี คือ RED (แดง), GREEN (เขียว), BLUE (น้ำเงิน) เป็นสีที่เกิดจากแสงที่มีความยาวคลื่นต่างกันมารวมตัวกันทำให้เกิดเป็นสีต่าง ๆ ซึ่งงานที่เหมาะกับโหมดสี RGB จะเป็นงานประเภท สื่อดิจิตอล เช่น งานออกแบบ เว็บไซต์ สื่อโฆษณาออนไลน์ เป็นต้น
โหมดสี CMYK
CMYK เป็นสีที่ใช้สำหรับงานพิมพ์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น โปสเตอร์ ป้ายไวนิล บรรจุภัณฑ์ หนังสือ นามบัตร ฯลฯ ซึ่งสี CMYK ประกอบด้วย 4 สี คือ CYAN (ฟ้าอมเขียว), MAGENTA (แดงอมม่วง), YELLOW (เหลือง), KEY (ดำ) เป็นสีที่เกิดจากการดูดกลืนของแสงที่สะท้อนจากวัตถุ โดยเมื่อแสงสีขาวตกกระทบกับวัตถุสีต่าง ๆ คลื่นแสงบางส่วนจะดูดกลืนไว้แล้วสะท้อนออกมาเฉพาะบางสีเท่านั้น

ค่าสีที่แตกต่างกันมีผลกับงานพิมพ์อย่างไร
การใช้โหมดสีทั้ง 2 แบบ สามารถแบ่งแยกประเภทการใช้งานได้ง่าย ๆ นั่นก็คือ ถ้าต้องการสีที่แสดงบนผลทางหน้าจอก็จะเลือกใช้ RGB เท่านั้น แต่ถ้าเป็นสีที่ต้องพิมพ์ออกมา ไม่ว่าจะพิมพ์ในรูปแบบใดก็ตาม จะต้องใช้ค่าสีของ CMYK ซึ่งสำหรับไฟล์งานที่ต้องส่งให้โรงพิมพ์ควรตั้งค่าสีให้อยู่ในโหมดสี CMYK เพื่อไม่ให้สีเพี้ยน เพราะไฟล์งานที่ตั้งค่าสีเป็นโหมด RGB เมื่อพิมพ์ด้วยโหมดสี CMYK สีที่ได้จะเพี้ยนไปจากสีต้นฉบับที่ได้มา

โดยชนิดของไฟล์งาน สำหรับส่งให้โรงพิมพ์ มีดังนี้
PDF เซฟไฟล์แบบ High Quality Print เพื่อให้ไฟล์ละเอียดและคมชัด
ai (illustrator) create outline font และ embed images ให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันข้อมูลเด้งหรือตกหล่น
psd (photoshop) ควรตั้งค่าความละเอียด 300 dpi ขึ้นไป
ทั้งนี้ทุกไฟล์งาน ให้ตั้งค่าเว้นระยะตัดตกงาน และเผื่อระยะขอบงาน 3-5 mm. เพื่อให้งานพิมพ์ของคุณออกมาสวยงาม ตามแบบที่ต้องการ

พาเที่ยวทิพย์ กลัวโควิด-19 อยู่บ้านก็เที่ยวได้

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เราไม่สามารถไปเที่ยวที่ไหนไกล ๆ ได้ และอาจจะทำให้เรารู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้เทคโนโลยีในปัจจุบัน ก็ได้เอื้อประโยชน์ให้กับเราที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ได้ไปเดินสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ยิ่งถ้าอยากไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ในโลก ก็ไม่จำเป็นต้องมีตั๋วเครื่องบินหรือนั่งเครื่องบินไปถึงนู่นก็เที่ยวได้ ซึ่งการเที่ยวแบบนี้เราเรียกว่า Virtual Tour คือ การเที่ยวเสมือนจริง ที่จะทำให้เราได้ไปเปิดหู เปิดตา และได้รู้จักกับประเทศต่าง ๆ มากขึ้นค่ะ ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำเว็บไซต์ที่จะพาคุณไปท่องเที่ยวเสมือนจริง มาฝากกันค่ะ

แนะนำเว็บไซต์เที่ยวทิพย์ ผ่านออนไลน์


Drive and Listen
เป็นเว็บท่องเที่ยวที่คุณจะได้รับบทเป็นคนขับรถที่กำลังขับรถอยู่บนถนนตามเมืองใหญ่ ๆ ของประเทศใน โลกไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ตุรกี สเปน เยอรมนี และอีกหลาย ๆ เมือง ในหลาย ๆ ประเทศ ให้คุณได้ชมวิวในเมืองอย่างเพลิดเพลิน นอกจากนี้ เว็บไซต์นี้ยังมีฟังก์ชันเพิ่มความเร็วรถ เปิดเสียง Street Noise ซึ่งก็คือเสียงบนถนนจริง ๆ แล้วก็ยังมีวิทยุเปิดเพลงฟังขณะขับรถด้วย ยิ่งทำให้ได้อารมณ์เหมือนได้ไปเที่ยว จริง ๆ


Air Pano
เป็นเว็บท่องเที่ยวที่มีภาพสวยมาก ๆ และสามารถหมุนได้ 360 องศา โดยเว็บนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ไม่ก็แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม จะไปดูแสงเหนือ เที่ยวซานโตรินี เหยียบทะเลทรายซาฮารา ก็มีทั้งหมด มีทั้งที่เป็นภาพพาโนรามาให้เราคลิก ๆ หมุน ๆ หามุมเอง กับแบบเป็นคลิปวิดีโอที่เล่นไป แต่เราก็คลิก ๆ หมุน ๆ หามุมได้เองเหมือนกัน นอกจากนี้ตัวเว็บยังมีเพลงบรรเลงให้ฟังขณะชมภาพได้อีกด้วย


Google Map
เป็นเว็บดูแผนที่ ที่จะสามารถเปลี่ยนไปท่องเที่ยวได้ ซึ่งวิธีการไปเที่ยวทิพย์ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เข้าหน้า Google ธรรมดา แล้วพิมพ์สถานที่ที่อยากไป เช่น อยากไปกำแพงเมืองจีน ก็พิมพ์ Great Wall of China ตามด้วย Street View แล้วกดค้นหา พอ Google ขึ้นรูปแผนที่มาให้ ก็มองไปที่มุมขวาล่าง หารูปคนตัวเล็ก ๆ สีเหลืองกดที่รูปคน แล้วไปกดที่รูปสถานที่ซ้ายมืออีกครั้ง ก็ได้เที่ยวแล้ว แต่หากอยากได้มุมมอง 360 องศา ก็กดที่ Street View & 360° ก็สามารถทำได้สบาย


Google Earth
เป็นเว็บท่องเที่ยวที่จะได้ภาพจากดาวเทียม ซึ่งวิธีการเที่ยว คือ เข้าหน้า Google ธรรมดา แล้วพิมพ์สถานที่ที่อยากไป เช่น พิมพ์ Big Ben of England ตามด้วย Google Earth หลังจากนั้น Google จะขึ้นลูกโลกพร้อมหมุดตรงที่ที่เราอยากไป ด้านบนขวามือจะมีรูปของสถานที่นั้น ๆ ไปกดที่รูป แล้วก็จะดึงเข้าสู่วงโคจร ทะยานลงไปที่นั่นให้ฟีลเหมือนเมืองของเล่น แต่ถ้าอยากลงไปเดินเล่นบนถนน ก็ไปที่มุมขวาล่าง หารูปคนตัวเล็ก ๆ สีเหลืองแล้วกดที่รูปคน ก็จะได้ลงไปเดินเล่นบนถนนแล้ว


Google Arts & Culture
เป็นเว็บท่องเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ออนไลน์ ที่จะจำลองเหมือนเราเข้าไปเดินชมงานในพิพิธภัณฑ์นั้นจริง ๆ โดยความพิเศษ คือ มีโอกาสได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่หาชมได้ยาก อาทิ Dr. Bhau Daji Lad Mumbai City Museum หรือ Tokyo Fuji Art Museum ฯลฯ รวมทั้งยังรวบรวมผลงานของศิลปินมากมายไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ Vincent Van Gogh, Rambrandt, Picasso, Fernando Botero และ Georges Seurat ฯลฯ เหมาะกับคนที่ชอบไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างมาก


Tourism Thailand
เป็นเว็บไซต์ท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นวัด พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทำให้ได้บรรยากาศแบบไปเที่ยวเองในแต่ละภาค แต่ละจังหวัด ซึ่งในช่วงที่การออกจากบ้านยังทำได้ยากแบบนี้ การใช้วิธีนี้ไปเที่ยวในประเทศก่อนก็น่าสนใจเหมือนกัน


เที่ยวสวนสัตว์แบบออนไลน์
เป็นการเปิดช่องทางพาเที่ยวชมสวนสัตว์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก สำนักอนุรักษ์ และวิจัย Bureau of Conservation and Research ให้ประชาชนสามารถร่วมรับชมชีวิตของสัตว์แต่ละชนิดภายในสวนสัตว์แต่ละแห่ง ได้ผ่านไลฟ์รายการ “ZOO AT HOME” โดยจะพาทุกคนไปทัวร์สวนสัตว์เพื่อไปดูวิถีชีวิต สัตว์แต่ละชนิดแบบใกล้ชิด และให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์แต่ละชนิด นอกจากนี้ ยังมีเพจสวนสัตว์นครราชสีมา KORAT ZOO และสวนสัตว์เปิดเขาเขียว Khao Kheow Open Zoo ที่มีการไลฟ์สดให้คุณได้ดูสัตว์ เหมือนกับทุกคนได้ไปอยู่ในสวนสัตว์จริง ๆ


ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่ดีมากนัก และทำให้คุณไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ไม่ว่าจะทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ดังนั้น การเที่ยวทิพย์ หรือ ท่องเที่ยวเสมือนจริง ก็จะช่วยให้คุณได้ไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่คุณเคยไป และไม่เคยไป เหมือนเป็นการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใหม่นั่นเอง

ออกกำลังกายฉบับหนุ่ม-สาวออฟฟิศอยู่ที่ทำงานก็เป๊ะได้

สำหรับหนุ่ม สาวออฟฟิศ ที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมนาน ๆ แถมยังต้องฝ่าฟันปัญหาจราจรที่รถติดหนักหลังเลิกงาน กว่าจะถึงบ้านก็อาจเหนื่อยจนแทบหมดแรง และกินเวลาถึงค่ำมืดดึกดื่น จึงทำให้พนักงานออฟฟิศหลายคนไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย แต่ในวันนี้เรามีวิธีออกกำลังกายง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ระหว่างเดินทางไปทำงานหรือขณะทำงานอยู่ที่โต๊ะ คุณก็สามารถออกกำลังกายไปด้วยได้ เพราะการนั่งนาน ๆ ไม่ค่อยได้ขยับตัว อาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ ว่าแต่จะมีวิธีอะไรบ้าง ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

จัดท่านั่งให้ถูกต้อง
การจัดท่านั่งให้ถูกต้อง จะช่วยให้คุณนั่งได้สบาย และยังทำให้คุณมีบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วย ซึ่งการนั่งที่ถูกต้อง ต้องนั่งให้เต็มเก้าอี้ สะโพก และขา ตั้งฉาก 90 องศา ปรับพนักพิงให้อยู่ที่ 100-110 องศา และเวลานั่งพิงพนัก ไม่ควรก้มหน้ามาชิดกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และไม่ควรยกไหล่ในขณะพิมพ์งาน ทั้งนี้การนั่งที่ถูกต้องยังช่วยลดต้นขาได้อีกด้วย

ขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์
การเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เป็นวิธีที่จะช่วยเบิร์นไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น แถมยังช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้การขึ้นบันไดสามารถเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ ถึง 8 – 11 กิโลแคลอรีต่อนาที ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายทั่วไป ส่วนการลงบันไดจะใช้พลังงานประมาณ 1 ใน 3 ของการขึ้นบันได

ขยับร่างกายระหว่างนั่งทำงาน
ขณะที่นั่งทำงานในแต่ละวัน คุณควรที่จะขยับปรับเปลี่ยนอิริยาบถทุก 1-2 ชั่วโมง อย่างการขยับเขยื้อนร่างกายด้วยการยืดเส้นยืดสาย และอาจฝึกกล้ามเนื้อโดยลองหาอุปกรณ์เล็ก ๆ อย่างดัมเบลหรือยางยืดมาออกกำลังกายขณะพักเที่ยงหรือช่วงเวลาที่ว่างจากงาน

ลุกขึ้นยืนเป็นระยะ
การนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะนาน ๆ จะทำให้คุณรู้สึกปวดเมื่อยได้ ดังนั้น คุณควรที่จะลุกเดินไปไหนบ้าง และควรลุกขึ้นเป็นช่วง ๆ เพื่อยืดเส้นยืดสาย และขาได้ออกกำลัง เช่น ลุกไปเข้าห้องน้ำ ลุกไปคุยงานกับเพื่อนอีกโต๊ะ ก็จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น แถมยังช่วยป้องกันกระดูกสันหลังผิดรูปได้

ยืดบริหารกล้ามเนื้อแขน
การนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบให้อวัยวะตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอ่อนล้า และมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งการยืดบริหารกล้ามเนื้อแขน สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่เอามือประสานกันไว้แล้วยกขึ้น และยกลง ทำครั้งละ 20 ที ทั้งหมด 3 เซต ก็จะช่วยกระชับแขนได้ดีมาก และช่วยเรื่องหน้าท้องได้นิดหน่อย แถมยังแก้ง่วง และแก้ปวดเมื่อยได้อีกด้วย

ยืดบริหารกล้ามเนื้อขา
นั่งทำงานนาน ๆ ต้องงอขา ห้อยขาทั้งวัน อาจเกิดอาการปวดข้อ ปวดเข่าขึ้นมาได้ และส่งผลเสียกับกล้ามเนื้อขา และสะโพกได้ ซึ่งการยืดกล้ามเนื้อขา ทำได้โดยนั่งหลังตรงพิงพนักเก้าอี้ ยกขาขวาเหยียดไปข้างหน้า ให้ปลายเท้าตั้งฉากขึ้น แล้วกระดกข้อเท้าเข้าหาตัว พร้อมแขม่วท้อง แล้วงอเข่าลง สลับไปทำอีกข้าง ทำข้างละ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ ก็จะทำให้อาการดีขึ้น

ทั้งหมดเป็นวิธีการบริหารร่างกายด้วยวิธีง่าย ๆ ที่คุณสามารถออกกำลังกายได้ แม้อยู่ในออฟฟิศ ซึ่งการออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้สุขภาพดีแล้ว ยังช่วยไม่ให้เป็นออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตของชาวออฟฟิศอย่างเรา ๆ ด้วยค่ะ

Exit mobile version