4 เทคนิคพิเศษเพิ่มมูลค่าให้กับงานพิมพ์

การเพิ่มมูลค่าให้กับงานพิมพ์ ด้วยการใช้เทคนิคพิเศษในการพิมพ์ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยทำให้งานพิมพ์ชิ้นนั้น ๆ ของคุณมีความสวยงาม โดดเด่น และมีเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าของงานพิมพ์ให้ดูดี ดูมีราคา และดูพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี โดยเทคนิคต่าง ๆ ที่ได้นำมาใช้กับงานพิมพ์นั้น จะมีเทคนิคอะไรบ้าง ไปชมกันเลยค่ะ

 

4 เทคนิคพิเศษเพิ่มมูลค่าให้กับงานพิมพ์

 

1. การพิมพ์สีพิเศษ

การพิมพ์สีพิเศษในงานพิมพ์ หรือ Pantone ที่มีค่าสีเฉพาะตัว โดยจะมีรหัสสีกำหนด เมื่อพิมพ์ออกมาสีที่ได้จะตรงกับไกด์สี Pantone ที่เลือกไว้ ทำให้ได้สีที่แม่นยำ และสีไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งสีพิเศษที่นิยมกันทั่วไป คือ สีทอง และสีเงิน มีทั้งแบบที่เป็นมันวาว มีความเงาของสี และแบบด้าน โดยส่วนมากจะนิยมเน้นสีของโลโก้สินค้าหรือแบรนด์

 

2. การปั๊มฟอยล์

การปั๊มฟอยล์ หรือเรียกอีกอย่างว่า ปั๊มเค โดยสีที่นิยมมากที่สุด คือ เคเงิน และเคทอง เพราะช่วยเพิ่มความหรูหรา โดดเด่น ในแบบเฉพาะคุณ เช่น การ์ดแต่งงาน นามบัตร ปกหนังสือ บรรจุภัณฑ์สินค้าต่าง ๆ และยังปรับใช้ได้กับงานพิมพ์ได้หลากหลายประเภท นอกจากนี้สีในการปั๊มฟอยล์ ยังมีสีอื่น ๆ ให้เลือก เช่น สีโรสโกลด์ สีทองเเดง สีชมพู สีน้ำเงิน สีเขียว สีแดง เป็นต้น

 

3. การปั๊มนูน และ การปั๊มจม

การปั๊มนูน เป็นวิธีการกดทับกระดาษให้นูนขึ้น ส่วนการปั๊มจม เป็นวิธีการกดทับกระดาษให้ลึกลง ตามแบบของแม่พิมพ์ ซึ่งการปั๊มทั้ง 2 แบบ นิยมใช้กับ ชื่อ โลโก้ หรือลวดลายของงานพิมพ์ เช่น นามบัตร การ์ด ปกหนังสือ กล่องสินค้า เป็นต้น ซึ่งการปั๊มนูน และการปั๊มจม ช่วยเพิ่มความสวยงามโดยให้กระดาษดูมีมิติมากขึ้น ทำให้ดูมีราคา มีเอกลักษณ์ และดูพรีเมี่ยม

 

4. การสปอตยูวี

การสปอตยูวี (Spot UV) หรือการเคลือบเฉพาะจุด สามารถทำได้ทั้งรูปภาพ ลวดลาย ตัวอักษร รวมถึงข้อความต่าง ๆ ทำให้งานพิมพ์ดูมีมิติ โดดเด่น และสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น ช่วยเพิ่มมูลค่าให้งานดูแพง และยังเพิ่มมูลค่าทางการขายสินค้าได้อีกด้วย ซึ่งการสปอตยูวีจะนิยมทำลงบนงานพิมพ์ที่มีผิวด้าน เพราะจะทำให้งานมีความโดดเด่นมากกว่าผิวเงา

สรุป

เทคนิคพิเศษต่าง ๆ ที่เรานำมาฝาก สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับงานพิมพ์ของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์สีพิเศษ การปั๊มฟอยล์ การปั๊มนูน การปั๊มจม หรือการสปอตยูวี ต่างก็มีความสวยงามที่แตกต่างกันไป ซึ่งคุณสามารถเลือกเทคนิคพิเศษเหล่านี้ ให้เหมาะกับงานพิมพ์ของคุณได้ตามที่ต้องการ และแน่นอนว่างานพิมพ์ของคุณก็จะออกมาดูโดดเด่น สวยงาม และดึงดูดสายตาได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ
สำหรับท่านใดที่สนใจพิมพ์งานพิมพ์ต่าง ๆ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบและผลิตงานพิมพ์ทุกรูปแบบ ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนามบัตร คูปอง เมนูอาหาร การ์ดเชิญ ปฏิทิน หนังสือ นิตยสาร กล่องบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

 


เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

7 ท่าโยคะง่าย ๆ ยืดกล้ามเนื้อ คลายปวดเมื่อย

อาการปวดเมื่อยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดคอ ปวดไหล่ ปวดแขน หรือแม้กระทั่งอาการตึงต้นขา ซึ่งเกิดจากการนั่งทำงานนาน ๆ การใส่รองเท้าส้นสูง การยืนเป็นเวลานาน ๆ การเล่นกีฬา การวิ่ง ล้วนเป็นสาเหตุของการปวดเมื่อยได้ ซึ่งการบรรเทาอาการปวดเมื่อยเหล่านี้ สามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน โดยการทำท่าโยคะยืดกล้ามเนื้อ คลายปวดเมื่อย ที่เรานำมาฝากกันค่ะ

 

7 ท่าโยคะง่าย ๆ ช่วยคลายปวดเมื่อย

 

ท่าพระจันทร์เสี้ยว

เป็นท่าที่ช่วยยืดเส้นของสะโพก ด้านหน้าของต้นขา และกระดูกเชิงกราน อีกทั้งยังเสริมสร้างขา และกล้ามเนื้อหลัง รวมไปถึงยังสร้างความแข็งแรงให้ไหล่ได้อีกด้วย
วิธีทำ เริ่มจากก้าวขาซ้ายไปยาว ๆ ควรระวังให้เท้าอยู่ในระดับเดียวกันกับมือ เหนือเข่าวางพื้น ปลายเท้าแนบพื้น จากนั้นยกลำตัวขึ้นดันเขาไปด้านหน้า เปิดสะบัก แอ่นหน้าอก เงยหน้าขึ้น พยายามให้มือแตะถึงพื้น แล้วทำสลับข้าง ทำค้างไว้ข้างละ 20 วินาที ทำซ้ำอีก 5 ครั้ง

 

ท่าสะพาน

เป็นท่าที่ช่วยทำให้กล้ามเนื้อแผ่นหลัง และกล้ามเนื้อต้นขายืดหยุ่นได้ดี แล้วยังช่วยผ่อนคลายไปจนถึงบั้นเอว เป็นการช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้ามาทั้งวัน
วิธีทำ ให้นอนหงายชันเข่าทั้ง 2 ข้างขึ้น ยกเอว และสะโพกขึ้น พยายามให้มือจับที่ส้นเท้าแต่ถ้าไม่ไหวให้วางแขนแนบกับพื้น ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำอีก 5 ครั้ง

 

ท่าอูฐ

เป็นท่าที่ช่วยให้ยืดกล้ามเนื้อท้อง ลำไส้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเส้นประสาทสันหลัง ลดอาการปวดหลัง และสามารถช่วยแก้อาการหลังค่อมได้อีกด้วย
วิธีทำ นั่งคุกเข่าเอนตัวไปด้านหลัง จากนั้นเหยียดแขนจับข้อเท้าทั้งสองข้างจนด้านหน้ารู้สึกตึง สูดหายใจเข้า สูดหายใจออก ค้างไว้ 30-45 วินาที ทำซ้ำอีก 5 ครั้ง

 

ท่างู
เป็นท่าที่ช่วยทำให้กระดูกสันหลังยืดหยุ่น ลดอาการปวดหลังได้ หากฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ข้อมือ และนิ้วมือแข็งแรงมากขึ้น
วิธีทำ  นอนคว่ำแนบกับพื้น ดันลำตัวไปด้านหน้าขึ้นด้วยฝ่ามือสองข้าง แอ่นตัวให้ตึง และเงยศีรษะไปด้านหลัง ให้รู้สึกตึงที่กระดูกสันหลัง ค้างไว้ 30 วินาที ทำซ้ำอีก 5 ครั้ง

 

ท่าวัว
เป็นท่าที่ช่วยคลายอาการปวดหลังได้ดีมาก ๆ อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อหลัง และกระดูกยืดหยุ่นแข็งแรงได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้ยังช่วยคลายความตึงของกระดูกสันหลัง และช่วยลดพุงได้ด้วย
วิธีทำ ให้คุกเข่า วางมือสองข้างลงด้านหน้าความกว้างประมาณหัวไหล่ จากนั้นแอ่นหลังลงจนตึง ยกสะโพกขึ้นเล็กน้อย เงยหน้าขึ้น ถ้าทำถูกต้องจะรู้สึกได้ถึงความตึงของกระดูกสันหลัง ทำค้างไว้ 20 วินาที ทำซ้ำอีก 5 ครั้ง

 

ท่านั่งพับตัว
เป็นท่าที่ช่วยแก้อาการปวดเอว ปวดต้นขา และสะโพก อีกทั้งยังช่วยยืดกล้ามเนื้อหลัง ไหล่ และกล้ามเนื้อต้นขาได้ดีมาก ๆ
วิธีทำ เริ่มจากนั่งแล้วเหยียดขาไปข้างหน้าทั้งสองข้าง หายใจเข้ายกมือขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นหายใจออก ค่อย ๆ เอื้อมมือทั้งสองข้างไปแตะที่ปลายเท้า พยายามให้ขาตึง ห้ามงอขา ก้มให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วนับค้างไว้ 10-15 วินาที ทำซ้ำอีก 5 ครั้ง

 


ท่ายืนก้มตัว
ท่านี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลัง ไหล่ และกล้ามเนื้อต้นขา นอกจากนี้ยังช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อต้นขา และทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นแข็งแรงขึ้นด้วย
วิธีทำ เพียงแค่ค่อย ๆ โน้มก้มตัวลงมาด้านหน้า ยืดขาให้ตึง พยายามให้ลำตัวแนบกับต้นขามากที่สุด หากสามารถยืดตัวได้มาก ๆ ให้ใช้มือจับไว้ที่ด้านหลังข้อเท้า ค้างไว้ 20 วินาที แล้วกลับสู่ในท่ายืน ทำซ้ำอีก 5 ครั้ง

สรุป

7 ท่าโยคะที่เรานำมาฝาก เป็นท่าที่ทำตามได้ง่าย ๆ ที่สำคัญถ้าทำเป็นประจำ นอกจากจะช่วยคลายปวดเมื่อยได้แล้ว ยังทำให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแข็งแรงขึ้นด้วย แต่ถ้าหากทำท่าโยคะต่าง ๆ แล้วยังไม่ดีขึ้น หรือปวดรุนแรง หรือปวดบ่อย ๆ แนะนำให้ไปหาหมอเช็คร่างกายกันค่ะ

 


เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

DIY สายคล้องแมสก์ ทำเองได้ ไม่ต้องกลัวหาย

เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ทุกคนทั่วโลกต้องใส่แมสก์หรือหน้ากากอนามัย ถึงแม้ในปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยจะเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ว่าจะออกไปซื้อของ เดินห้าง หรือไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ก็ต้องใส่แมสก์ทุกครั้ง แต่ทั้งนี้เวลาที่คุณต้องถอดแมสก์ เพื่อรับประทานอาหาร การจะเก็บแมสก์ และไม่ทำให้แมสก์หาย อาจจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้น การใช้สายคล้องแมสก์จึงเป็นไอเทมที่ตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยป้องกันการทำแมสก์หายในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านได้ ซึ่งในวันนี้เราก็มีไอเดีย DIY สายคล้องแมสก์ ทำเองได้ง่าย ๆ ไม่ต้องกลัวหาย จากวัสดุใกล้ตัว มาฝากทุกคนกันค่ะ

 

DIY สายคล้องแมสก์ ทำเองได้ง่าย ๆ จากวัสดุใกล้ตัว

 

สายคล้องแมสก์จากลูกปัด

วัสดุ และอุปกรณ์
ลูกปัด
เอ็นสำหรับร้อยลูกปัด
ตะขอสร้อยแบบก้ามปู 2 ชิ้น
กรรไกร

วิธีทำ
1. วัดขนาดความยาวของเอ็นตามต้องการ
2. นำปลายด้านหนึ่งของเอ็นร้อยเข้ากับตะขอเอาไว้
3. ร้อยลูกปัดใส่ปลายเอ็นอีกอีกข้าง โดยให้เหลือปลายเอาไว้ผูกกับตะขอด้วย
4. เมื่อร้อยลูกปัดครบแล้วนำปลายเอ็นไปผูกกับตะขออีกชิ้น เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

 

สายคล้องแมสก์จากเชือก

วัสดุ และอุปกรณ์
เชือก
ตัวปิดปลายเชือก 2 ชิ้น
กาวร้อน / ปืนกาว
ตะขอสร้อยแบบก้ามปู 2 ชิ้น
กรรไกร

วิธีทำ
1. ตัดเชือกให้มีความยาวตามต้องการ
2. หยอดกาวใส่ในตัวปิดปลายเชือกทั้งสองชิ้นไว้
3. นำปลายเชือกแต่ละด้านใส่เข้าไปในตัวปิดปลายเชือกแต่ละอัน
4. เมื่อกาวแห้ง และเชือกติดแน่นสนิทแล้ว นำไปร้อยติดกับตะขอ เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

 

สายคล้องแมสก์จากสร้อยคอ

วัสดุ และอุปกรณ์
สร้อยคอสำเร็จรูป

วิธีทำ
เพียงแค่นำสร้อยที่ไม่ได้ใช้แล้วมาทำเป็นสายคล้องแมสก์ แต่ถ้าหากสร้อยที่มีสั้นไป สามารถนำสร้อยอีกเส้นมาต่อความยาวเพิ่มโดยใช้ห่วงเชื่อมแทน จากนั้นจัดให้ตะขอเกี่ยวอยู่ที่ปลายสองด้าน เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

 

สายคล้องแมสก์จากริบบิ้น

วัสดุ และอุปกรณ์
ริบบิ้น
ตะขอสร้อยแบบก้ามปู / กร ะดุมแป๊กพลาสติก (หากใช้กระดุมต้องมีคีมหนีบ) 2 ชิ้น
เข็ม และด้าย
กรรไกร

วิธีทำ
1. วัดขนาดริบบิ้นให้มีความยาวที่สามารถคล้องใส่ และถอดออกจากศีรษะได้
2. นำปลายริบบิ้นทั้งสองด้านสอดเข้ากับตะขอแล้วเย็บติด เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

 

สายคล้องแมสก์จากโซ่หมากเก็บ

วัสดุ และอุปกรณ์
โซ่หมากเก็บ
ตะขอสร้อยแบบก้ามปู 2 ชิ้น

วิธีทำ
1. นำโซ่หมากเก็บมาร้อยตามความยาวที่ต้องการ
2. นำปลายทั้งสองด้าน ไปร้อยเข้ากับตะขอ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

 

สายคล้องแมสก์จากเชือกถัก

วัสดุ และอุปกรณ์
เชือกคอตตอน
ตะขอสร้อยแบบก้ามปู 2 ชิ้น
กรรไกร

วิธีทำ
1. ถักเชือกลวดลายต่าง ๆ ให้มีความยาวที่สามาถคล้องใส่ และถอดออกจากศีรษะได้ โดยเหลือปลายทั้งสองด้านไว้สำหรับใส่ตะขอ
2. นำปลายเชือกที่ถักเสร็จแล้วผูกกับตะขอทั้งสองด้าน เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

 

สายคล้องแมสก์จากเศษผ้า

วัสดุ และอุปกรณ์
เศษผ้าลวดลลายตามชอบ
ตะขอสร้อยแบบก้ามปู 2 ชิ้น
กรรไกร
เข็มและด้าย

วิธีทำ
1. ตัดเศษผ้าในลักษณะเดียวกับริบบิ้น ความยาวเท่ากัน จำนวน 2 ชิ้น
2. เย็บผ้าสองชิ้นเข้าด้วยกัน เก็บขอบให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการรุ่ย
3. นำปลายทั้งสองด้านสอดเข้ากับตะขอแล้วเย็บติด เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

 

สรุป

ต้องบอกเลยว่าแต่ละไอเดีย สามารถทำตามได้ง่าย ๆ แถมวัสดุ และอุปกรณ์ ก็หาซื้อได้ง่าย บางชิ้นก็สามารถหาได้จากในบ้าน เพื่อน ๆ ชอบสายคล้องแมสก์แบบไหน ก็สามารถนำไปทำตามกันได้เลยค่ะ


เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

10 ไอเดียแต่งห้องนอนสไตล์มินิมอล

การแต่งห้องนอนสไตล์มินิมอล เป็นอีกหนึ่งกระแสที่มาแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสไตล์มินิมอล (Minimal) เป็นการตกแต่งแบบเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น หรือเครื่องใช้น้อยชิ้น อย่างการใช้เตียงอเนกประสงค์ เฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ซึ่งสไตล์มินิมอลนั้นจะใช้โทนสีอ่อน โมโนโทน (Monotone) หรือเอิร์ธโทน (Earth Tone) ทั้งนี้การตกแต่งสไตล์มินิมอลจะเหมาะสำหรับการผ่อนคลาย สงบ และสบายตา เหมาะสำหรับคนที่ชอบอะไรง่าย ๆ แต่ห้องที่ออกมาก็จะดูดี ดูสวยงาม และน่าอยู่มาก ๆ ดังนั้น ในบทความนี้เราเลยได้นำ 10 ไอเดียแต่งห้องนอนสไตล์มินิมอล มาฝากกันค่ะ

 

10 ไอเดียแต่งห้องนอนสไตล์มินิมอล อยู่ในห้องนอนได้ทั้งวัน ไม่มีเบื่อ

เลือกใช้สีโทนธรรมชาติ
การเลือกใช้สีโทนธรรมชาติ ในการทาสีห้องนอน และของตกแต่งด้วยสีที่ไม่ฉูดฉาด เช่น สีขาว สีครีม สีน้ำตาลอ่อน สีเขียวตุ่น ๆ หรือสีของวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ เป็นต้น คู่กับสีขาว จะทำให้ห้องนอนดูอบอุ่นมากยิ่งขึ้น

 

ใช้เครื่องนอนแบบมินิมอล
การใช้เครื่องนอนแบบมินิมอล หรือใช้เครื่องนอนแบบเรียบง่าย เช่น ผ้าปูที่นอน และผ้านวมสีขาว สีน้ำตาล สีครีม เรียบ ๆ ก็จะให้ความมินิมอล สงบ และสบายตา น่านอน

 

เลือกวัสดุผ้านุ่ม ๆ พริ้ว ๆ
การเลือกวัสดุผ้านุ่ม ๆ พริ้ว ๆ อย่างการใช้ผ้าม่านบางเบา ให้ความรู้สึกเบาสบาย เช่น พวกผ้าม่านก็เน้นสีขาว สีครีม และให้โปร่งแสง ให้แสงผ่านได้ และเลือกชุดเครื่องนอนหรือพรมที่ดูนุ่มฟู

 

ใช้เฟอร์นิเจอร์แบบเรียบ ๆ
การใช้เฟอร์นิเจอร์แบบเรียบ ๆ โดยเลือกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลักเป็นสีขาว หรือเป็นวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ไม้ หวาย แต่เน้นที่ดูเรียบ ๆ ไม่มีลวดลายเยอะ ก็จะทำให้ห้องดูความมินิมอล และสบายตา

 

เลือกเฟอร์นิเจอร์พื้นต่ำ ๆ
การเลือกเฟอร์นิเจอร์พื้นต่ำ ๆ อย่างการใช้ฟูกวางกับพื้นแทนเตียงนอน โต๊ะนั่ง โซฟาเตี้ย ๆ จะดูสบายกว่า เพราะห้องเล็ก เฟอร์นิเจอร์ต่ำ ๆ จะทำให้มีระยะถึงเพดานมากขึ้น ทำให้ห้องดูกว้าง

 

จัดโต๊ะข้างเตียง
การจัดโต๊ะข้างเตียง ให้เป็นระเบียบ สะอาดตาอยู่เสมอ จะช่วยทำให้ห้องดูดี ดูน่าอยู่ ซึ่งการจัดโต๊ะข้างเตียง ยังเป็นหัวใจหลักของความมินิมอลอีกด้วย

 

ใช้โคมไฟสีโทนอุ่น
การใช้โคมไฟสีโทนอุ่น จะให้ความรู้สึกสบาย หมาะกับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ควรเลือกแสงไฟในห้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งไฟเพดาน และโคมไฟ จะได้ไม่ขัดตา และอบอุ่น

 

เพิ่มของใช้เครื่องไม้หรือหวายสาน
การเพิ่มของใช้เครื่องไม้หรือหวายสาน จะทำให้ห้องดูมีความอบอุ่นเพิ่มขึ้น เช่น ตะกร้าผ้าหวาย เก้าอี้ไม้ โคมไฟไม้ ชั้นไม้สีอ่อน เป็นต้น

 

กระจกช่วยให้ห้องกว้างขึ้น
การนำกระจกมาวางในห้อง จะช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น และโปร่งขึ้น เหมาะมากสำหรับคนที่ห้องนอนเล็ก จะใช้เป็นกระจกแขวนผนังหรือตั้งพื้นเต็มตัวก็ได้ แต่ถ้าเลือกกระจกแบบแขวนแนะนำให้เลือกขนาดใหญ่

 

เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับห้อง
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับห้อง เป็นอีกหนึ่งลูกเล่นในการแต่งห้องสไตล์มินิมอล โดยการการนำเอาต้นไม้มาตั้งไว้หรือจัดดอกไม้สดลงแจกันมาวางในห้อง จะช่วยทำให้ห้องมีความสดชื่น และดูสบายตามากยิ่งขึ้น

 

สรุป

เป็นยังไงบ้างคะกับทั้ง 10 ไอเดียที่เรานำมาฝาก ต้องบอกเลยว่า สไตล์มินิมอลจะเน้นเรียบง่าย ของน้อย สีสันธรรมชาติ ซึ่งถ้าหากเพื่อน ๆ อยากแต่งห้องสไตล์มินิมอลล่ะก็ สามารถนำทั้ง 10 ไอดียที่เรานำมาฝาก ไปแต่งตามได้เลยค่ะ รับรองว่าห้องที่ออกมาจะได้สไตล์มินินมอลแน่นอนค่ะ

 


เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

10 น้ำสมุนไพร ทำดื่มง่าย ดีต่อสุขภาพ

เครื่องดื่มสมุนไพร เป็นเครื่องดื่มที่ทั้งอร่อย และบำบัดโรคได้ด้วย เพราะเครื่องดื่มสมุนไพรแต่ละชนิด ก็จะมีสรรพคุณมากมายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ที่สำคัญราคาไม่แพง ดื่มได้ตลอดเวลา ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะเกิดจากการใช้ใบ ดอก ผล เกสร เปลือก รากของพืช มาผ่านกระบวนการผลิตที่สะอาด อาจใช้วิธีการต้มดื่มเป็นน้ำสมุนไพร ดังนั้น ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำ 10 น้ำสมุนไพร ทำดื่มง่าย ดีต่อสุขภาพ มาฝากทุกคนกันค่ะ

 

1. น้ำเก๊กฮวย
เก๊กฮวย เป็นสมุนไพรช่วยดับร้อน ช่วยระบบย่อยอาหาร และลดความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต อีกทั้งยังช่วยแก้อาการไอ และช่วยขับลม ระบายได้อีกด้วย

ส่วนผสม
ดอกเก๊กฮวยแห้ง 1 กำมือ
น้ำ 2 ลิตร
น้ำตาลทราย 500 กรัม
ใบเตย 10 ใบ

วิธีทำ

1. ต้มน้ำกับใบเตยจนเดือด ใส่ดอกเก๊กฮวยลงไปเคี่ยวสักพัก
2. ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย รอจนเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ พักไว้จนเย็น
3. พอน้ำเก๊กฮวยเริ่มอุ่นยกลงกรอง ตักใส่แก้วหรือบรรจุใส่ขวด

 

2. น้ำกระเจี๊ยบ
กระเจี๊ยบ มีสรรพคุณขับเสมหะทำให้ชุ่มคอ ละลายเสมหะ บรรเทาอาการไอ ทั้งนี้น้ำกระเจี๊ยบ ยังเป็นน้ำที่เอกลักษณ์ที่สีแดง และมีกลิ่นหอม รสชาติหวานอมเปรี้ยว แก้ดับกระหายได้ดี

ส่วนผสม
ดอกกระเจี๊ยบแดงแห้ง 1 กำมือ
พุทราจีน 1 กำมือ
น้ำ 1-1.5 ลิตร
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
เกลือป่น 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1. ล้างดอกกระเจี๊ยบแดงแห้ง และพุทราจีนในน้ำสะอาด เอาเศษฝุ่น
2. ต้มน้ำจนเดือดแล้วใส่กระเจี๊ยบกับพุทราจีนลงไปต้ม เคี่ยวจนน้ำเริ่มเปลี่ยนสี เติมเกลือป่น และน้ำตาลทรายลงไป คนผสมให้ละลาย ยกลงกรองเอากากออก พักไว้จนเย็น
3. เทใส่แก้ว เติมน้ำแข็ง พร้อมดื่ม หรือเทเก็บใส่ขวดแช่เย็นเก็บไว้ดื่ม

 

3. น้ำใบเตย
ใบเตย ถือว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์มากมาย ประกอบด้วยวิตามิน และเกลือแร่หลากหลายชนิด ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงหัวใจ สมอง และยังต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

ส่วนผสม
ใบเตยหอม
เกลือ
น้ำตาลทราย
น้ำเปล่า

วิธีทำ
1. ล้างใบเตยให้สะอาด หั่นเป็นท่อน เตรียมไว้
2. ตั้งน้ำจนเดือด ใส่ใบเตยลงไป ต้มไปเรื่อย ๆ จนเดือด และน้ำเปลี่ยนสี ตักเอาใบเตยออก ปิดเตา
3. ใส่น้ำตาลทราย และเกลือลงไปเล็กน้อย คนจนน้ำตาลละลาย พักทิ้งไว้จนเย็น
4. ตักใส่แก้วน้ำแข็ง จัดเสิร์ฟ พร้อมดื่ม

 

4. น้ำอัญชัน
อัญชัน นิยมเอามาสกัดใช้สีในการผสมเพิ่มความสวยงามให้กับอาหาร และขนมต่าง ๆ ทั้งนี้อัญชัน ยังมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะบำรุงสายตา ลดน้ำตาลในเลือด ขับปัสสาวะ ฯลฯ
ส่วนผสม
ดอกอัญชันสด
น้ำ 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
วิธีทำ
1. ล้างดอกอัญชันให้สะอาด
2. นำดอกอัญชันไปต้มกับน้ำ ประมาณ 2-3 นาที จนน้ำเดือด และเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน
3. เติมน้ำตาลทรายลงไปต้มจนละลายหมด ยกลงจากเตา กรองดอกอัญชันออก
4. รอจนน้ำอัญชันเริ่มอุ่น เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง พร้อมดื่ม

 

5. น้ำตะไคร้
ตะไคร้ เป็นพืชสารพัดประโยชน์มาก ๆ นอกจากนำมาทำอาหารได้ มีกลิ่นหอม และยังเป็นน้ำสมุนไพรที่ดื่มแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม ลดความดันโลหิตสูง ช่วยขับปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ด้วย

ส่วนผสม
ตะไคร้สด หรือตะไคร้แห้ง 2 ขีด
น้ำตาลทราย 1.2 กก.
น้ำสะอาด 1.5 ลิตร

วิธีทำ
1. ล้างตะไคร้สดให้สะอาด หั่นท่อน เตรียมไว้
2. ตั้งน้ำให้เดือด ใส่ตะไคร้ที่ล้างไว้สะอาดแล้วลงไป ต้มต่ออีก 10 นาที
3. ใส่น้ำตาลทราย ต้มต่อ 10 นาที เบาไฟแล้วทิ้งไว้อีก 10 ยาทีให้น้ำตาลลัด
4. ปิดแก๊ส รอให้เย็น ตักใส่แก้วพร้อมกับน้ำแข็ง

 

6. น้ำมะตูม
มะตูม เป็นพืชสมุนไพรที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มดับกระหาย เพราะมีกลิ่นหอมหวาน ช่วยให้ชุ่มคอ อีกทั้งยังมี่ประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะช่วยขับลม แก้อาการท้องผูก และรักษาโรคกระเพาะ

ส่วนผสม
มะตูมแห้ง 5 ชิ้น
น้ำ 1 ลิตร
น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม

วิธีทำ
1. นำมะตูมแห้งไปย่างไฟหรือคั่วในกระทะจนมีกลิ่นหอม เตรียมไว้
2. ใส่น้ำลงในหม้อตามด้วยมะตูมที่ย่างไฟแล้วลงไปต้มด้วยไฟกลางจนน้ำเดือด และเริ่มเปลี่ยนสี ประมาณ 10-15 นาที
3. ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปคนผสมจนละลายหมด เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ยกลงจากเตา กรองเอากากออก พักทิ้งไว้จนเย็น
4. เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง พร้อมดื่ม

 

7. น้ำดอกคำฝอย
ดอกคำฝอย เป็นดอกไม้จากพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่มีประโยชน์มากมาย ๆ ทั้งบำรุงโลหิต สลายลิ่มเลือด ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และลดระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย

ส่วนผสม
ดอกคำฝอย 10 กรัม
ใบเตย 10 ใบ
น้ำเปล่า 5 ลิตร
น้ำตาลทรายแดง 200 กรัม

วิธีทำ
1. ล้างดอกคำฝอยผ่านน้ำ 1 รอบ พักไว้
2. ใส่ใบเตยลงไปต้มในน้ำก่อน พอน้ำเริ่มเดือดใส่ดอกคำฝอยลงไปต้ม 10 นาที
3. ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป ต้มให้เดือดอีกครั้ง ปิดแก๊ส
4. ใช้ผ้าขาวบางกรองดอกคำฝอย และใบเตยทิ้งไป
5. ทิ้งไว้ให้เย็น จนตกตะกอน ค่อย ๆ ตักน้ำใส่ขวด จะดื่มแบบร้อน หรือแบบเย็นก็หอมชื่นใจ

 

8. น้ำสำรอง
น้ำสำรอง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณแก้ไอ คันคอ คอเจ็บไม่มีเสียง ขับเสมหะ แก้อาการร้อนใน และกระหายน้ำได้อีกด้วย

ส่วนผสม
ลูกสำรอง (ตัดหัวท้ายออก) 10 ลูก
น้ำ 1 ลิตร
น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. แช่ลูกสำรองในน้ำสะอาดจนพองตัวออกเป็นเส้นวุ้น เลือกเอาแต่วุ้น สะเด็ดน้ำ เตรียมไว้
2. ใส่เนื้อสำรองลงในหม้อต้มกับน้ำจนเดือด ใส่น้ำตาลทรายแดง คนผสมจนน้ำตาลทรายละลาย ยกลงจากเตา
3. ตักใส่แก้ว พร้อมดื่มขณะร้อน ๆ หรือพักทิ้งไว้จนเย็นสนิท เทใส่ขวดเก็บไว้ดื่มแบบเย็น

 

9. น้ำใบบัวบก
ใบบัวบก จะมีกลิ่นเหม็นเขียวหน่อย ๆ แต่ช่วยลดความดันโลหิต บำรุงสมอง และบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ด้วย อีกทั้งยังบรรเทาอาการเจ็บคอ ร้อนใน และกระหายน้ำ

ส่วนผสม
ใบบัวบก 600 กรัม
น้ำ 6 ถ้วย
ใบเตย มัดเป็นปม 2-3 ใบ
น้ำเชื่อม 1+1/2 ถ้วย

วิธีทำ
1. ล้างใบบัวบกให้สะอาด สะเด็ดน้ำออกจนหมด จากนั้นหั่นเป็นท่อนสั้น ๆ เตรียมไว้
2. ต้มน้ำกับใบเตยจนเดือด พักทิ้งไว้จนน้ำอุ่น
3. แบ่งใบบัวบกเป็น 6 ส่วน ทยอยใส่ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำต้มสุกที่อุ่นแล้ว 1 ถ้วยลงปั่นจนละเอียดเป็นน้ำ ทำซ้ำจนหมด ยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่เฉพาะน้ำ เตรียมไว้
4. ใส่น้ำเชื่อมลงในน้ำใบบัวบก คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ
5. ใส่น้ำแข็งลงในแก้ว เทน้ำใบบัวบกใส่ลงไป พร้อมดื่ม หรือเทขวดปิดฝาให้สนิท นำเข้าตู้เย็น เก็บไว้ดื่มได้

 

10. น้ำขิง
ขิง เป็นสมุนไพรไทยที่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย อีกทั้งยังกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค ลดอาการอักเสบ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ส่วนผสม
ตะไคร้ 100 กรัม
น้ำดื่มสะอาด 500 มิลลิลิตร
น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. นำตะไคร้มาล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำให้แห้ง หั่นเป็นท่อนแล้วทุบให้แตกใส่ถ้วยเตรียมไว้
2. ตั้งหม้อบนเตาใส่น้ำดื่มสะอาด เปิดไฟปานกลางรอจนน้ำเดือด ใส่ตะไคร้ที่เตรียมไว้ ต้มให้น้ำตะไคร้เป็นสีเขียว
3. เมื่อน้ำตะไคร้เข้มได้ที่แล้ว ให้ตักเอาตะไคร้ออก แล้วใส่น้ำตาลทรายตามความชอบ คนให้น้ำตาลละลาย ปิดไฟ
4. กรองน้ำตะไคร้ ที่ต้มเสร็จอีกครั้ง เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมรับประทาน

 

สรุป

น้ำสมุนไพรทั้ง 10 ชนิด ต่างก็เป็นน้ำที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญแต่ละชนิดก็มีประโยชน์มากมาย ดื่มได้บ่อย ๆ และดีต่อสุขภาพอีกด้วยค่ะ

 


เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

แนะนำรูปแบบปฏิทินที่นิยมมากที่สุด

ปฏิทินที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน มีรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งรูปแบบปฏิทินที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ ปฏิทินตั้งโต๊ะ ปฏิทินโปสเตอร์ ปฏิทินนามบัตร โดยปฏิทินแต่ละแบบ ก็สามารถเลือกใช้ตามพื้นที่ และความเหมาะสม ซึ่งใบทความนี้เราจะพาคุณไปดูว่ารูปแบบปฏิทินที่นิยม ในแต่ละแบบมีลักษณะอย่างไร สามารถทำอะไรได้บ้าง ถ้าพร้อมแล้ว ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

 

รูปแบบปฏิทินยอดนิยม


ปฏิทินตั้งโต๊ะ
เป็นปฏิทินแบบที่นิยมมากที่สุด มีขนาดมาตรฐานอยู่ 2 ขนาด คือ 6 x 8 นิ้ว และ 7 x 9 นิ้ว มีทั้งแบบแนวตั้ง และแนวนอน มีฐานปฏิทินสำหรับตั้งวางได้ พร้อมใส่ห่วงยึดกับปฏิทินให้เปิดใช้งานได้ง่าย ขนาดกระทัดรัด พกพาจัดเก็บง่าย สามารถใส่รูปภาพ และข้อมูลได้ตามต้องการ นิยมในกลุ่มวัยรุ่น จนถึงวัยทำงาน ทำเป็นของที่ระลึก ของขวัญแจกสำหรับปีใหม่ได้

 


ปฏิทินโปสเตอร์
เป็นปฏิทินที่มีขนาดเริ่มต้นที่ A3(29.7 x 42 cm) เป็นรูปแบบปฏิทินรวมทั้งปี โดยใน 1 หน้ากระดาษ จะมีปฏิทิน 12 เดือน สามารถใส่รูปภาพเพิ่มเติม หรือระบุข้อความได้ โดยลักษณะงานจะตัดเป็นโปสเตอร์แผ่น ๆ นิยมนำไปติดกับผนังห้องทำงาน ผนังบ้าน หรือจะเพิ่มเจาะรูใส่ตาไก่สำหรับแขวนโชว์ตามตำแหน่งที่ต้องการได้

 


ปฏิทินนามบัตร
เป็นปฏิทินที่ขนาดเท่ากับนามบัตรทั่วไป คือ 9 x 5.5 cm ตัดปลิวเป็นแผ่น ๆ ทำได้ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน สามารถพกพาใส่กระเป๋าสตางค์ได้ สามารถใส่รูปภาพ หรือทำเป็นภาพคอลเลคชั่นต่าง ๆ เพื่อให้ดูน่าสะสม เป็นของที่ระลึกได้ จึงเป็นที่นิยมในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา เป็นอย่างมาก โดยอีกด้านนึงของบัตรจะเป็นปฏิทินรวม 12 เดือนที่ใช้งานได้จริง

สรุป

ปฏิทินแต่ละแบบก็มีรูปร่าง และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบ ก็สามารถที่จะใส่รูปภาพเพิ่มเติม หรือระบุข้อความได้อีกด้วย และสำหรับท่านใดที่สนใจพิมพ์ปฏิทินต่าง ๆ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบและพิมพ์ปฏิทินทุกรูปแบบ ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นปฏิทินตั้งโต๊ะ ปฏิทินโปสเตอร์ ปฏิทินนามบัตร โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

 


เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

6 พันธุ์ไม้ด่าง มาแรง ปี 2021

ในปัจจุบันกระแสการปลูกต้นไม้ ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ แต่เพิ่มความพิเศษมาก็คือ ต้นไม้ด่าง ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตอนนี้ และที่สำคัญต้นไม้ด่างเหล่านี้ยังมีราคาที่สูงมากด้วยเช่นกัน เนื่องจากต้นไม้ด่าง เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมจากปัจจัยภายนอกที่กระทบโครงสร้างทางพันธุกรรมของต้นไม้ ไปจนถึงการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งอาการด่างไม่ได้มีแค่ด่างสีขาวเท่านั้น ยังด่างสีอื่น ๆ ได้ด้วย และสำหรับใครที่กำลังมองหาต้นไม้ด่างมาครอบครอง ก่อนอื่นเราจะพาคุณไปดู 6 พันธุ์ไม้ด่าง มาแรง ปี 2021 ว่าแต่จะมีต้นไหนบ้าง ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

 


กล้วยด่าง
กล้วยด่าง เกิดจากความผิดปกติในระดับพันธุกรรมที่เกิดการกลายเฉพาะจุด โดยเฉพาะใบซึ่งเกิดความสม่ำเสมอไม่เท่ากัน กลายเป็นสีสัน และลวดลายที่ผิดแปลกไปจากกล้วยปกติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสีเขียวทั้งต้น ทั้งนี้กล้วยด่าง ก็มีหลากหลายสายพันธุ์ที่กำลังได้รับความนิยม เช่น กล้วยแดงอินโดใบด่าง กล้วยหอมจำปาด่าง กล้วยฟลอริด้า เป็นต้น ซึ่งราคาก็จะขึ้นอยู่กับความด่างนั่นเอง

 


ฟิโลเดนดรอน พิงค์ ปรินเซส
ฟิโลเดนดรอน พิงค์ ปรินเซส มีลักษณะใบสีเขียวเข้มมีสีชมพูด่างเป็นจุด หรือแทรกเข้ามาครึ่งใบบ้าง ค่อนใบบ้าง ทั้งนี้หากเลี้ยงฟิโลเดนดรอน พิงค์ ปรินเซส ไว้ในที่โดนแสง สีชมพูสดบนใบก็จะซีดขาว นอกจากนี้ฟิโลเดนดรอนมีพันธุ์ด่างหลากหลาย และรูปทรงของแต่ละพันธุ์ก็จะแตกต่างกันไปอีกด้วย

 


มอนสเตอร่าด่าง
มอนสเตอร่า มีลักษณะรูปทรงของใบขนาดใหญ่ มันวาว มีรอยแฉกฉลุบนใบที่สวยงาม สามารถปลูกได้ง่ายในลักษณะภูมิอากาศร้อนชื้น ลักษณะใบด่าง มีทั้งด่างเหลือง ด่างขาว และมีทั้งใบจุดด่าง ๆ สีขาวกระจายคล้ายหินอ่อน ด่างสีงาขาวครึ่งใบ และด่างลงก้าน ทำให้แต่ละต้นมีเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เหมือนกัน ยิ่งลายด่างแปลก ก็ยิ่งทำให้มีราคาสูงขึ้นอีกด้วย

 


พลูฉลุด่าง
พลูฉลุ ใบมีลักษณะกลางแผ่นใบเป็นรูเว้าแหว่งขนาดใหญ่ และเล็กสลับกันไปอยู่ระหว่างเส้นใบ ไม่สม่ำเสมอ จริง ๆ แล้วพลูฉลุราคาไม่แพง เริ่มต้นที่หลักสิบบาทเท่านั้น แต่ความแพงนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะใบ ยิ่งมีรูกว้างมากเท่าไหร่ ราคาก็จะยิ่งสูงมากขึ้น แต่หากเป็นพลูฉลุด่าง จะมีมูลค่าสูงขึ้นอีก เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ทำให้บางต้น มีราคาสูงถึงหลักแสนเลยทีเดียว

 


กวักมรกตด่าง
กวักมรกต มีลักษณะรูปทรงใบจะเป็นแบบขนนก ปลายแหลมขอบเรียบ ใบสีเขียวเข้มเหมือนมรกต แต่กวักมรกตด่างจะมีสีขาวแทรกเป็นจุด ๆ แทรกในใบเขียวหรือเป็นสีขาวทั้งใบ หากออกดอกจะเป็นช่อคล้ายดอกหน้าวัว ทั้งนี้ราคาของกวักมรกตด่างแต่ละต้น ก็จะขึ้นอยู่กับความด่างมาก ด่างน้อยนั่นเอง

 


ยางอินเดียด่าง
ยางอินเดีย มีลักษณะรูปทรงของใบที่ใหญ่โค้งมน ขอบใบเรียบ ใบหนาแข็งเกลี้ยงเป็นมัน บวกกับสีของใบที่เข้มสวยสูสีกับไทรใบสัก แต่สำหรับยางอินเดียด่าง จะมีความพิเศษไปที่ใบ เพราะมีทั้งด่างขาว และด่างชมพู ปลูกประดับในบ้านแล้วดูสวยงามไม่แพ้ต้นอื่นๆ นอกจากนี้ยางอินเดียเป็นพรรณไม้ที่โตเร็ว ปลูกเลี้ยงง่าย ซึ่งราคาก็มีตั้งแต่หลักร้อยจนไปถึงหลักพันปลาย ๆ

สรุป

ต้นไม้ด่างทั้ง 6 พันธุ์ที่เรานำมาฝาก แต่ละพันธุ์ก็จะมีราคาที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะดูจากความด่าง และลวดลายด่างที่แปลกไม่เหมือนต้นไหน ก็จะยิ่งทำให้ต้นนั้นมีราคาสูงมากเป็นพิเศษ ซึ่งบางต้นอาจจะคิดราคาเป็นต้น แต่บางต้นก็คิดราคาเป็นใบ โดยเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนเลยก็มีค่ะ สำหรับใครที่ชอบสะสมต้นไม้ ต้นไม้ด่างเหล่านี้ถือว่าไม่ควรพลาดเลยค่ะ

 


เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

แนะนำ 7 เว็บไซต์อ่านหนังสือออนไลน์ อ่านฟรี

ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาท และมีความสำคัญกับมนุษย์เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมไปถึงการอ่านหนังสือ ถ้าเป็นในสมัยก่อน คุณจะสามารถอ่านหนังสือได้แค่จากเล่ม แต่ในปัจจุบันคุณสามารถเลือกอ่านหนังสือแบบ E-book ได้ด้วย ซึ่งการอ่านหนังสือจาก E-book คุณสามารถเปิดอินเทอร์เน็ตค้นหาหนังสือที่คุณอยากอ่าน และสามารถดาวน์โหลดมาอ่านผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์สำหรับอ่าน E-book ได้เลย และในบทความนี้เราจะมาแนะนำ 7 เว็บไซต์อ่านหนังสือออนไลน์ อ่านฟรี! มาฝากกันค่ะ

 

7 เว็บไซต์อ่านหนังสือออนไลน์ฟรี ถูกลิขสิทธิ์

 

1. The Library of Congress
เป็นเว็บไซต์ที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือคลาสสิค โดยเฉพาะนวนิยายคลาสสิค ซึ่งคุณสามารถค้นหาหนังสือที่ต้องการ โดยสามารถหาจากกลุ่มผู้ใช้ แบ่งเป็น เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือ นักการศึกษา และผู้ปกครองก็ได้เช่นกัน
เว็บไซต์: http://www.read.gov/books/

 

2. Internet Archive
เป็นเว็บไซต์ขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งเว็บไซต์นี้จึงเป็นอีกหนึ่งเว็บที่เต็มไปด้วยหนังสือที่น่าใจ โดยมีหนังสือให้ดาวน์โหลดฟรีมากกว่า 15,000,000 รายการ และที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย
เว็บไซต์: https://archive.org/details/texts

 

3. Google books
เป็นเว็บไซต์ที่มีหนังสือออนไลน์ให้บริการฟรีมากมาย ซึ่งการค้นหาหนังสือก็เหมือนกับการพิมพ์คำถามลงใน Google ปกติ และหลังจากที่คุณค้นหาหนังสือของคุณได้แล้ว ให้คลิกที่ “เครื่องมือ” และเปลี่ยน “ทุกเล่ม ” เป็น “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฟรีของ Google” ก็จะมีรายชื่อหนังสือฟรีให้อ่าน
เว็บไซต์: https://books.google.com/

 

4. Open Library
เป็นเว็บไซต์แหล่งรวบรวมหนังสือที่เคยตีพิมพ์ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันนี้มีหนังสือในเว็บมากกว่า 1 ล้านเล่ม และมีหนังสือหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออ่านเล่นหรือตำราเรียนก็มีให้เลือกอ่านตามชอบ โดยแบ่งตามหัวเรื่องต่าง ๆ
เว็บไซต์: https://openlibrary.org/

 

5. Project Gutenberg
เป็นเว็บไซต์เก่าแก่ที่สุดที่รวบรวม e-Book ไว้มากกว่า 59,000 เล่ม โดยแบ่งเป็น 22 หมวดย่อย ซึ่งแต่ละชื่อเรื่องก็มีรูปแบบหลากหลายให้ผู้อ่านได้เลือกอ่านหรือดาวน์โหลดไปอ่านกันฟรี ๆ อีกด้วย
เว็บไซต์: https://www.gutenberg.org/

 

6. i love Library
เป็นเว็บไซต์ที่มีคลังหนังสือมากกว่า 25 หมวด เช่น นิตยสาร เรื่องสั้น หนังสือการศึกษา และหนังสืออื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีหนังสือใหม่อัพเดตให้ได้อ่านกันอยู่ตลอด
เว็บไซต์: http://www.ilovelibrary.com/

 

7. OPENBASE.in.th
เป็นเว็บไซต์คลังข้อมูลที่เหมาะสำหรับการสืบค้นข้อมูล หรือใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง เพราะเว็บไซต์นี้เป็นคลังข้อมูล ที่รวบรวมเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งมีให้เลือกหลายหมวดหมู่ เช่น สังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ ฯลฯ จึงเหมาะเป็นอย่างมากกับนักเรียน นักศึกษาที่ต้องทำรายงาน
เว็บไซต์: http://www.openbase.in.th/

 

สรุป

เว็บไซต์ทั้ง 7 เว็บไซต์ ต่างก็มีหนังสือมากมายหลากหลายให้คุณได้เลือกอ่านกัน ซึ่งแต่ละเว็บไซต์ที่เราได้นำมาฝาก คุณสามารถอ่านได้ฟรี แบบถูกลิขสิทธิ์แน่นอน หวังว่าบทความนี้จะถูกใจคนที่ชอบอ่านหนังสือนะคะ และสำหรับใครที่กำลังเบื่อ ๆ ก็สามารถอ่านหนังสือแก้เบื่อได้ค่ะ แถมยังทำให้คุณได้เปิดโลกกว้างอีกด้วย

 


เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

รวมเบอร์สายด่วนในช่วง COVID-19

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ยังคงมีผู้ติดเชื้อหลักหมื่นทุกวัน ซึ่งนอกจากการดูแลตัวเองแล้ว การมีเบอร์โทรฉุกเฉินต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหว ปรึกษาหรือสอบถามข้อสงสัยคาใจ และแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือเหตุผิดปกติเอาไว้ ก็จะสามารถทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้ ดังนั้น วันนี้เราได้รวมเบอร์สายด่วนในช่วง COVID-19 มาฝากกันค่ะ

 

เบอร์สายด่วน ช่วงโควิด-19

1422 กรมควบคุมโรค
ขอคำแนะนำ หรือสงสัยว่ามีอาการเข้าข่ายที่จะติดเชื้อจากไวรัสโควิด-19

1506 สำนักงานประกันสังคม (สปส.)
เช็คสิทธิประกันสังคม ตั้งแต่การรักษาพยาบาล ไปจนถึงการขอรับเงินชดเชยการว่างงาน

1330 สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.)
เช็คสิทธิ์การรักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิบัตรทอง และประกันสังคม

1669 ศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศพฉ.)
แจ้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ทั้งจากการเจ็บป่วย และอุบัติเหตุ

1648 องค์การเภสัชกรรม
สอบถามเรื่องยา ทั้งที่เกี่ยว และไม่เกี่ยวกับ COVID-19

1323 กรมสุขภาพจิต
ขอรับคำปรึกษาหรือบอกเล่าความรู้สึกเพื่อเป็นการระบายความทุกข์

1556 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
ร้องเรียนปัญหาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สายสุขภาพ

1569 กรมการค้าภายใน
ร้องเรียนปัญหาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อสินค้า และบริการ

1111 ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน
ร้องเรียนเกี่ยว COVID-19 ทุกกรณี

สรุป

การมีเบอร์ฉุกเฉินไว้ในโทรศัพท์ ก็จะทำให้คุณสามารถติดต่อสอบถามได้ทันที หากรู้สึกว่าตัวเองเข้าข่ายที่จะเป็นโรคโควิด-19 แต่ทั้งก็ควรโทรไปเฉพาะเวลาที่จำเป็นหรือมีปัญหาเท่านั้น จะได้ช่วยให้เจ้าหน้าที่แบกรับภาระหน้าที่น้อยลง และนอกจากนี้ ก็อย่าลืมดูแลดูแลตัวเองให้ดี ด้วยการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยเวลาออกไปข้างนอก และเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร

 


เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

3 รูปแบบการเข้าเล่มหนังสือที่นิยม

หนังสือมีวิธีการเข้าเล่มหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละแบบก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป ทั้งความทนทาน ความสวยงาม และความเหมาะสมของขนาดหนังสือ หรือจำนวนหน้า ดังนั้น นอกจากเนื้อหา และการออกแบบรูปเล่มแล้ว คุณก็ต้องใส่ใจในการเข้าเล่มด้วยเช่นกัน เพื่อเพิ่มคุณค่า และความคงทนในการเก็บรักษาหนังสือได้มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งในบทความนี้เราจะพาคุณไปดู 3 รูปแบบการเข้าเล่มหนังสือที่นิยม ว่าแต่ละแบบจะมีลักษณะอย่างไร เหมาะกับหนังสือประเภทไหน ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลยค่ะ

 

3 รูปแบบ ยอดฮิต การเข้าเล่มหนังสือ

เข้าเล่มแบบเย็บมุงหลังคา หรือ เย็บแม็ก การเข้าเล่มแบบนี้ เหมาะสำหรับงานหนังสือ หรือสมุดที่มีจำนวนหน้าน้อย ๆ หรือไม่เกิน 60 หน้า ซึ่งเป็นการพับครึ่งกระดาษแล้วเย็บแม็ก ด้วยลวดตรงกลางรอยเส้นพับของเล่ม โดยจำนวนหน้าทั้งเล่มรวมปกแล้ว ต้องหารด้วย 4 ลงตัว เพราะกระดาษ 1 แผ่น พับครึ่งแล้วนับรวมหน้าและหลังจะได้ 4 หน้า เริ่มต้นที่ 8 หน้า , 12 หน้า , 16 หน้า , 20 หน้า , 24 หน้า ซึ่งจำนวนหน้าจะเพิ่มขึ้นทีละ 4 หน้า

 

เข้าเล่มแบบไสกาว หรือ สันกาว
การเข้าเล่มแบบนี้ เหมาะสำหรับงานหนังสือที่มีความหนาของเนื้อใน ตั้งแต่ 70 หน้าขึ้นไป ซึ่งเป็นการเรียงกระดาษเนื้อในซ้อนกันเป็นเล่มแล้วนำไปไสกาวด้านข้างยึดติดกับปกหนังสือ สามารถทำได้ทั้งปกแข็ง และปกอ่อน เมื่องานเสร็จแล้ว หนังสือจะมีสันเล่มตามความหนาของเนื้อใน ทำให้งานดูเรียบร้อย และดูสวยงาม แต่จะเปิดกางออกได้ไม่มากนัก หรือเปิดกางออกจนสุดไม่ได้ เพราะจะทำให้เนื้อในหลุดออกจากเล่มได้

 

เข้าเล่มแบบใส่ห่วง หรือ กระดูกงู
การเข้าเล่มแบบนี้ เหมาะกับงานพิมพ์ที่มีจำนวนหน้าไม่เยอะจนเกินไป เช่น สมุดโน้ต , สมุดไดอารี่ หรือเมนูอาหาร ซึ่งเป็นวิธีการเข้าเล่มหนังสือแบบใช้ห่วงที่เป็นลวด หรือเหล็ก มีหลายสีให้เลือก ซึ่งข้อดีของเข้าเล่มใส่ห่วงหรือแบบกระดูกงู คือ สามารถกางหนังสือหรือสมุดออกได้จนสุด และเข้าเล่มได้ทั้งปกแข็ง และปกอ่อน

สรุป

การเข้าเล่มหนังสือแต่ละแบบ ต่างก็มีข้อดีที่แตกต่างกัน ดังนั้น คุณควรดูว่าหนังสือของคุณเหมาะกับการเข้าเล่มแบบไหน เพื่อให้หนังสือของคุณออกมาดูดี มีคุณภาพ และมีความคงทนต่อการเก็บรักษา และสำหรับท่านใดที่สนใจพิมพ์หนังสือต่าง ๆ ThaiDigitalPrint.com เรารับออกแบบและพิมพ์หนังสือทุกรูปแบบ ทุกประเภท ไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ ยิ่งพิมพ์จำนวนเยอะ ราคาต่อชิ้นยิ่งถูก เรารับประกันงานพิมพ์คุณภาพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการพิมพ์เพื่อคุณภาพของงานพิมพ์ที่ดีที่สุด

 


เกี่ยวกับ Thaidigitalprint
Thaidigitalprint เราดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับงานพิมพ์ โดย บริษัท เอ็ม.ไอ.ดับบลิว.กรุ๊ป จำกัด เรามุ่งมั่นพัฒนาทักษะด้านการพิมพ์ และรักษามาตรฐานมาโดยตลอด มั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมในการผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานพิมพ์มากกว่า 29 ปี

Exit mobile version